ลิ้งค์เครือข่ายไทย-จีน

Copyright

พินิจ จารุสมบัติ สร้างหนองคาย "อยู่ดี-มีแฮง"

โพสต์8 ธ.ค. 2552 18:49โดยEditorial Staff   [ อัปเดต 7 ธ.ค. 2552 18:57 ]

โยก ย้ายสำมะโนครัวจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ไปลงหลักปักฐานที่เมืองบั้งไฟพญานาค อ.บึงกาฬ ริมแม่น้ำโขง ประกาศตัวเป็นคนหนองคายเสร็จสรรพสำหรับ "พินิจ จารุสมบัติ" อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีถึง 9 ครั้ง

"พินิจ" เติบโตจากนักการเมืองโนเนมเมื่อสมัยแรกเข้าวงการ แต่ในชั่วระยะไม่เท่าไหร่เขากลายเป็น "คีย์แมน"

ลม หายใจเบื้องแรกของพินิจ เขาเกิดในครอบครัวพ่อค้าที่จังหวัดฉะเชิงเทรา "คุณพ่อผล" และ "คุณแม่มาลี" จารุสมบัติ เป็นเจ้าของกิจการโรงสี ตัวแทนขายเหล้าและใบยาสูบ ตัวแทนขายส่งน้ำปลา กระทั่งเป็นเอเย่นต์ค้าส่งบุหรี่ มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน เป็นชาย 4 หญิง 1 ส่วน พินิจ เป็นลูกคนที่ 3

ร่ำเรียนชั้นประถมที่ "โรงเรียนวัดกระทุ่ม" อ.บ้านโพธิ์ แถวบ้าน พอชั้นมัธยมจึงย้ายไปที่ "เซนต์หลุยส์" โรงเรียนในตัวเมืองแปดริ้ว จบแล้วไปสมัครสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย สุดท้ายไม่ได้ไปสอบ เพราะอยากเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยเปิด เหตุผลง่ายๆ สั้นๆ เขาบอก "ผมชอบเสรี"

ระหว่างเรียนที่รามคำแหง ทำกิจกรรมหลากหลายและเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การนักศึกษารามคำแหง (อศ.มร.) และยังเป็นรองเลขาธิการ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เรียนยังไม่จบก็ต้องระหกระเหินเข้าป่า ใช้ชื่อ "สหายพนัส" เคลื่อนไหวอยู่ในเขตภูหินร่องกล้า หลังออกจากป่าความที่สนิทสนมกับบรรดานายทหารระดับ "นายพล" ถูกใจกันจนสมัครเข้าร่วมพรรคการเมือง เส้นทางจึงผ่านมาแล้วตั้งแต่พรรคราษฎร เสรีธรรม ไทยรักไทย ล่าสุดสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน

"แต่ปัจจุบันโดนตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี เพราะเป็นสมาชิกบ้านเลขที่ 111"

ก่อน หน้าจะย้ายไปเป็นประชากรหนองคาย เพื่อน ส.ส.อดีตบ๋อยโรงแรมโอเรียนเต็ล ชื่อ "สุเมธ พรหมพันธ์ห่าว" ชักชวนให้ไปลงสมัครผู้แทนที่ จ.หนองคาย จึงได้เป็นผู้แทนสมใจ

มีตำแหน่งทางการเมืองสำคัญๆ คือ ปี 2539 เป็นหัวหน้าพรรคเสรีธรรม ระหว่างปี 2538-2544 เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พอปี 2545 เป็นรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ปี 2547 เป็นรองนายกรัฐมนตรี

ชีวิตเบื้องปลายตัดสินใจแล้วว่าไม่ย้ายไปอยู่ที่ไหนอีก เพราะ...

""ผมถือว่าผมเป็นคนหนองคายตั้งแต่วันที่ปักเสาเข็มสร้างบ้านริมแม่น้ำโขง""

- ช่วงนี้ไม่ได้มีหน้าที่ในรัฐบาลมีเวลาว่างมาก?

ครับ ค่อนข้างว่าง เพราะว่างเว้นจากการเมือง ตอนนี้ขอเป็นผู้ชมอยู่ห่างๆ ถ้าสมัครพรรคพวกไม่มาขอคำปรึกษาหารือ ผมก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไร เพราะเราให้เกียรติ ให้ความเคารพการทำงานของแต่ละคน ยกเว้นว่าเขามาขอคำปรึกษา หรือขอความคิดเห็นต่างๆ ก็จะให้ไปในฐานะที่เคยมีประสบการณ์

- งานหลักๆตอนนี้?

เป็น นายกสมาคมเศรษฐกิจไทย-จีน ทำหน้าที่เสริมสร้างสัมพันธภาพระหว่างประชาชนชาวไทยและชาวจีนในแขนงต่างๆ ไม่ว่าเรื่องวัฒนธรรม การศึกษา การกีฬา เศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนนักศึกษาซึ่งกันและกัน และโครงการต่างๆ

ผมว่าเรื่องของ เศรษฐกิจขณะนี้มีความสำคัญต่อไทยและอาเซียนมาก จึงยกระดับความสัมพันธ์ฉันญาติพี่น้องกับจีนไปสู่การค้าและการลงทุน ระดมญาติมิตรทั้งในไทยและในจีนมานั่งโต๊ะเจรจาทำแมทชิ่งกัน องค์กรการค้าของจีนก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ได้ระดมนักธุรกิจที่ต้องการค้าขาย ลงทุนกับประเทศไทย มาจับคู่เจรจาพูดคุยกัน แล้วไปซื้อขายกันถึงที่ เช่น มันสำปะหลัง ยางพารา เวลานี้นับว่าไปไกลมาก



- แล้วดูแลอะไรบ้าง?

มี แต่ไปเรียนหนังสือ ตอนนี้เรียน "วตท.รุ่น 9" (วิทยาลัยการตลาดทุน) ผมเป็นประธานรุ่น ไปเรียนที่นี่ได้ความรู้มาก โดยเฉพาะเรื่องตลาดหลักทรัพย์ ตลาดตราสารหนี้ ระบบการเงิน การคลัง และได้ทำเวิร์กช็อปด้วย

การมาเรียนรู้ที่นี่ทำให้เห็นว่าในอดีตที่ เราบริหารตัดสินใจไปนั้น ในความเป็นจริงบางครั้งเราอาจมีข้อมูล หรือมีการปรึกษาหารือที่ไม่เพียงพอ ครั้นเรามาเรียนทำให้รู้ว่าเอ๊ะ...ถ้าเราตัดสินใจอย่างนี้จะดีกว่า

เพราะฉะนั้น ตอนนี้ถือว่าผมเป็น "นักเรียนน้อย"

- อยากให้เล่าย้อนหลังทำไมไม่อยู่แปดริ้วแต่เลือกไปลงสมัคร ส.ส.หนองคาย?

"ผม มักหนองคาย" (หัวเราะ)...คือว่าเป็นเพราะเรามีเพื่อนสนิทมิตรสหายที่นั่นเยอะมาก และมีความผูกพันมาตั้งแต่สมัยผมเป็นนักศึกษา ตอนอยู่ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย อายุราวๆ 20-21 เรียนรามคำแหงประมาณปี 2 ยังเป็นวัยรุ่นใส่กางเกงยีน สะพายย่าม ผมยาว ไปออกค่ายเผยแพร่ประชาธิปไตยที่หนองคาย ตอนที่ไปเป็นช่วงหลังเกิดเหตุการณ์หมู่บ้านนาทรายแล้ว ก็รู้จักมิตรสหายเยอะแยะ แล้วคุณสุเมธ พรหมพันห่าว ส.ส.หนองคาย มาชวน

- นึกว่าหลบตระกูล"ฉายแสง"?

อือ... ไม่ใช่สู้ไม่ได้ ผมสู้วันหนึ่งผมก็ต้องชนะ แล้วการเมืองน่ะนะ...ความชอบของพรรคการเมืองมันไม่เหมือนกัน ในภาคกลางคนเป็นผู้แทนส่วนใหญ่เป็นพวกมีอิทธิพล พวกขาใหญ่จริงๆ เราไปที่หนองคายโอกาสที่เราจะเติบใหญ่มีมากกว่า และสามารถช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนได้มากกว่า

- หมดเงินไปเยอะ?

แรกๆ ที่ดินหมดไป 2-3 แปลง ทรัพย์สินเงินทองของแม่ที่เก็บไว้เอามาขายเกือบหมดไปเหมือนกัน

- คนอีสานส่วนใหญ่มีปัญหาอะไร?

ส่วน มากเป็นเรื่องของการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ ปัญหาที่ทำกิน การออกเอกสารสิทธิให้ประชาชน แล้วก็เรื่องราคาพืชผล ราคามันสำปะหลัง หัวมันสด มันเส้น ราคากิโลกรัมละไม่ถึงบาท ถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบมาก

- ทำไมส่วนใหญ่พอเรียนกฎหมายแล้วผันตัวมาเป็นนักการเมือง?

ผม นี่...ตั้งแต่เด็กเลย ผมตั้งใจเรียนกฎหมายเพื่อจะเป็นทนายความ อยากเป็น ส.ส. อยากเป็นนักการเมืองเหมือนคุณประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ หรือโควตงหมง ผมจึงไปเรียนรามฯ เขาเปิดพอดี แล้วมันอิสระ

ผมว่านะ...กฎหมายมัน เรียนเหมือนกันหมด ใช้ตำราเล่มเดียวกัน ฉบับเดียวกัน อาจารย์ที่สอนสมัยนั้นอาจารย์รามคำแหงก็เป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่ธรรมศาสตร์ ที่จุฬาฯ สอนเนติฯ เช่น อาจารย์จิตติ ติงศภัทริย์ อาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร อีกอย่างผมเป็นคนชอบทำกิจกรรม ชอบต่อต้านในบางที ไม่ชอบอยู่ในกรอบในระบบ แต่ไม่ถึงขนาดขวางโลก

และที่ผมอยากเป็น นักการเมือง เพราะสามารถนำเอาปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านไปพูดในสภาได้ และคนที่ต้องแก้กฎหมาย แก้ระเบียบก็อยู่ในสภา ไม่คิดว่าจะมาเป็นรัฐมนตรีหรอก ขอเป็นแค่ผู้แทน หรือ ส.ส. ได้พูดในสภาก็พอใจแล้ว

- ความตั้งใจตั้งแต่แรกเริ่มจนมาถึงตอนนี้อายุ 58 แล้วพอจะเห็นแวว?

ถ้า พูดถึงประเทศเรา ในช่วงก่อนหน้าจนมาถึงปัจจุบัน โดยเนื้อหาได้พัฒนาไปเยอะ โดยเฉพาะทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ถึงวันนี้มีความก้าวหน้า ทางด้านความเป็นอยู่ของประชาชนก็พัฒนา มีกินมีใช้ มีโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ดีขึ้น คุณภาพชีวิตพัฒนาขึ้นมา แต่มาสะดุดก็ตรงที่เกิดวิกฤตครั้งนี้

- มองเรื่องความมีวุฒิภาวะของนักการเมืองรุ่นใหม่?

จะ มาเป็นนักการเมืองได้แต่ละคนต้องมีฐานของความรู้ความสามารถ แต่อาจแตกต่างกัน เมื่อเทียบกับยุคก่อนนักการเมืองมีจำนวนน้อย แต่ยุคนี้มีจำนวนมาก และประเทศมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนา ข่าวสารไม่มีพรมแดน ฉะนั้น จำนวนผู้แทนจึงมีมากขึ้นและหลากหลาย คุณภาพที่ดีก็มี ที่ไม่มีคุณภาพก็มี เราก็ต้องยอมรับความหลากหลายในสังคม

- แล้วคุณพินิจถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนักการเมืองแบบไหน

ไม่รู้ ให้สาธารณชนเป็นคนจัด เราไปจัดตัวเราเองไม่ได้ ขออนุญาตงดออกความเห็น (หัวเราะ)

- เรื่องชีวิตตอนหนุ่มมีสาวๆ ไหม?

มีสิครับ...ผมชอบผู้หญิง ไม่ชอบผู้ชาย (หัวเราะ) ชัดเจนไปเลย

ทุกวันนี้ผมไม่ได้เป็นโสดนะ มีครอบครัว ลูกสาว 2 คน มีภรรยาหนึ่งคนแต่ไม่ได้จดทะเบียน

ชีวิต วัยหนุ่มก็ตามประสาเราคนโลดโผน เลยมีผู้หญิงเยอะ ไม่รู้จะแต่งงานกับใคร นี่เรื่องจริ๊ง...(หัวเราะ) เลือกไม่ถูก ไม่รู้จะทำยังไง เห็นหน้าตาอย่างนี้แต่คารม...เราก็ชอบผู้หญิงไปหมด ปวดหัวเหมือนกันเพราะเราเป็นพวกอิสระเสรี

- ภรรยาเป็นนักกิจกรรม?

ครับ เป็นนักกิจกรรมเหมือนกัน ชอบออกค่ายเหมือนกัน เขาไปช่วยหาเสียง แล้วก็...ไม่มีการจีบเลย มันใกล้ชิดกัน หาเสียงกันไปช่วยเหลือกันไป สุดท้ายมันก็ค่อยๆ...นะ...

ภรรยาผมเขาไม่ยอมจดทะเบียน บอกว่าถ้าวันไหนมีปัญหาจะได้ต่างคนต่างไป ถึงวันนี้ก็ไม่ยอมไปจด ผมบอกให้ไป ก็ไม่ไป เป็นคนหัวสมัยใหม่ โอเคแฟร์ดี พอมีลูกผมถึงไปไหนไม่ได้ มาตายที่ลูกนี่แหละ (หัวเราะ) ไม่อย่างนั้นโลกของผมยังโลดโผนอยู่

- ช่วยเลี้ยงลูกด้วยไหม?

แน่ นอน ช่วยเลี้ยงมาตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ พอเขาโตขึ้นผมก็ให้อิสระ ไม่ได้บังคับอะไร ตอนนี้คนโตอายุ 12 ส่วนคนเล็ก 9 ขวบ เป็นผู้หญิงทั้งคู่ ทั้งสองคนกำลังเรียนที่โรงเรียนมาแตร์ฯ ผมชอบโรงเรียนนี้เพราะเขาสอนให้เด็กมีคุณธรรม มีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อสังคม ซึ่งจุดนี้สำคัญที่สุด ถ้าคนไม่มีคุณธรรมจะทำให้เกิดสังคมที่ไม่ดี สังคมจะแย่

- ชีวิตมีเรื่องบันเทิงบ้างหรือเปล่า?

มีสิครับ ผมเป็นคนชอบดูหนัง เป็นนักดูหนัง บางคืนบางวันดู 2-3 โรงติดต่อกันเลย พระโขนงรามา พระโขนงเธียเตอร์ เจ้าพระยา เดินเข้าเดินออกอยู่สามโรงนี่ ชอบมาก แต่ร้องเพลงไม่เป็นนะ ไม่ชอบเลย ชอบพูดชอบปราศรัยมากกว่า สมัยเรียนรามคำแหงผมอยู่ชมรมปาฐกถาโต้วาที ผมโตมาจากชมรมนี้ แล้วตอนเป็นนายกองค์การนักศึกษารามฯ จะขึ้นปราศรัยตลอด บอกแต่หัวข้อมาพูดได้เลย 1 ชั่วโมง แต่ร้องเพลงนี่...เสียเวลา

- งานหนองคายกินดีอยู่ดีมีบทบาทอย่างไร?

เรื่อง นี้ถือว่าเป็นโชคดีของคนหนองคาย ที่กระทรวงไอซีที กระทรวงอุตสาหกรรม อบจ.หนองคาย และจังหวัดหนองคาย ให้โอกาสแก่คนที่อยู่ไกลปืนเที่ยง เมื่อมีคนนำเอาความรู้ระบบไอที เรื่องเทคโนโลยีไปให้ถึงที่ จึงเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะโลกทุกวันนี้มันแข่งขันกันสูงมาก ต้องมีความรวดเร็ว และรู้ข่าวสารที่ทันสมัย สิ่งเหล่านี้ทำให้คนพัฒนา

เมื่อ ชาวบ้านมีความรู้ใครจะมาเอาเปรียบหรือหลอกหลวงไม่ได้ ขณะเดียวกันเขาก็นำความรู้ทางเทคโนโลยีที่ได้ไปพัฒนาการทำมาหากินของเขา สามารถที่จะสู้หรือแข่งขันกับคนอื่นได้

อย่างผมทำเรื่องจีน นามบัตรของเขามีแต่อี-เมล มีเว็บไซต์ โทรสาร (แฟ็กซ์) ทุกวันนี้ไม่มีแล้ว จะติดต่อเจรจาอะไรเขาบอกให้ส่งอี-เมลไป ต้องการข้าวเท่าไหร่ ยางกี่ตัน

โดย เฉพาะเด็กๆ จะได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น มีวิชชั่น เราต้องสร้างเด็กของเราให้เขาเห็นสิ่งเหล่านี้ เพราะต่อไปในอนาคตถ้าคนไทยสามารถพัฒนาการผลิต หรือเขียนซอฟต์แวร์ได้เอง จะทำเงินรายได้มหาศาลให้ประเทศ เราจึงต้องสร้างเด็กของเรา

เด็กบาง คนค่ารถเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาดูสิ่งเหล่านี้... ให้ตายเถอะยังไม่มีเลย ฉะนั้น การเอาไปให้เขาเห็นถึงที่ จึงเป็นกุศลเป็นคุณูปการใหญ่หลวง

- แล้วส่วนตัวชอบอะไรในงานนี้?

เรื่อง ของอาหาร ประเทศไทยเราเวลานี้ถือเป็นครัวของโลก เราจึงต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างประเทศว่าเราเป็นฟู้ด ออร์แกนิค อาหารปลอดภัยไม่มีสารพิษเจือปน การจัดงานพวกนี้ออกไปเรื่อยๆ จะทำให้ฝรั่งเขามั่นใจว่ากินอาหารของไทยแล้วมีความปลอดภัย แค่นี้เราก็กำไรมหาศาล นี่เป็นสิ่งที่คนหนองคายรอคอย

แล้วผมยังชอบใจ ที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด "คมสัน เอกชัย" ไประดมร้านอาหารมีชื่อของ 76 จังหวัดทั่วประเทศมาไว้ในงานนี้ ไม่เคยมีครั้งไหนที่ประชาชนจะได้ลองลิ้มชิมของอร่อย 76 จังหวัดพร้อมๆ กัน อันนี้เป็นสีสันที่ดีมาก แล้วเหนืออื่นใด ชาวหนองคายของเราและผู้ที่ไปร่วมงานยังได้แสดงความจงรักภักดีต่อพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการถวายพระพรออนไลน์ได้โดยตรง ขึ้นจอทันที

- อยู่อีสานโดน (นาน) เว้า (พูด) อีสานได้?

เว้า ได้จักหนอย...พูดได้บ้างบางคำ บ้านผมอยู่ริมฝั่งโขง ตอนนี้มีฝรั่งไปอยู่แถวนั้นเยอะมาก เพราะอากาศดี บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ ผมเองก็ชอบปลูกต้นไม้ ปีนี้ปลูกไปแล้วเกือบแสนต้น ทั้งไม้ยาง ไม้ประดู่ มะค่า ไม้แดง ปลูกตามหัวไร่ปลายนา ถนน อีก 40-50 ปีลูกหลานผมได้ใช้แน่นอน แล้วผมยังเป็นคนรณรงค์ให้ชาวบ้านปลูกยางพารา ตอนแรกเขาส่ายหัวบอก "บ่ฮู้จะเฮ็ดได้บ่" ผมบอก "เฮ็ดได้" เขาถามอีก "แล้วมีน้ำยางบ่ มีน้ำยางแล้วจะขายหม่องไหน" เราก็ต้องไปทำให้เขาเห็น

มาถึงวันนี้ ชาวบ้านเห็นผมโผเข้ามากอด "ต้นอีหยังบ่ฮู้มีน้ำออกมาเป็นเงิน" ชาวบ้านเขาว่าอย่างนี้ ตอนนี้หนองคายกลายเป็นจังหวัดที่ปลูกยางมากที่สุดในภาคอีสาน ณ วันนี้ทำเงินรายได้ 60 ล้านบาท

- ในด้านการเมืองวันนี้ถือว่า "จำศีล"?

สถานการณ์ อย่างนี้เราช่วยประเทศชาติทางอื่นดีกว่า ผมมาขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจความสัมพันธ์ไทย-จีน แล้วผมมาคิดๆ ดู...ผมว่าจะวางมือจากทางการเมือง ขอเป็นที่ปรึกษาอยู่ข้างหลังดีกว่า อยู่พรรคเดิมนี่แหละไม่ย้ายไปไหนและไม่คิดจะไปรวมกับใคร เพื่อจะเดินไปตามอุดมการของเรา

วันนี้การเมืองมันต้องมีอุดมการณ์ มีความรักชาติ รักแผ่นดิน รักสถาบัน ไม่อยากให้มีความแตกแยก จึงอยากให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำ ส่วนผม- -

"ขออยู่ข้างหลัง"

    ที่มา : วันที่ 06 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11593 มติชนรายวัน
Comments