จดหมายข่าว อาศรมสยาม-จีนวิทยา
ฉบับที่ 8 (ธันวาคม  2545)

เสวนาเรื่อง หนังสือพิมพ์จีนในไทย...อดีต ปัจจุบัน และอนาคต...”

โดย อรรคภาค เล้าจินตนาศรี

                อาศรมสยาม-จีนวิทยา ได้จัดกิจกรรมเสวนาเรื่อง หนังสือพิมพ์จีนในไทย...อดีต ปัจจุบัน และอนาคต...” ขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ อาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ ถนนสีลม โดยกิจกรรมคราวนี้จัดขึ้นทั้งวัน ในภาคเช้า มีวิทยากรคือ คุณชวน อุรุโสภณ และคุณวิวัฒน์ รุ่งวิวรรธนวงศ์ โดยผู้ดำเนินรายการได้แก่ คุณทองแถม นาถจำนง บรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ

                คุณชวนเริ่มต้นด้วยการฟื้นความหลัง เล่าเกร็ดชีวิตการทำงานหนังสือพิมพ์ของตนในช่วงยุคสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และนโยบายที่มีต่อประเทศจีนในขณะนั้นว่า เริ่มที่จะมีท่าทีเปลี่ยนไปจากเดิม ถึงขนาดมีการส่งคณะทูตใต้ดินไปเมืองจีน เพื่อก่อร่างสร้างสัมพันธ์กันอย่างไม่เป็นที่เปิดเผย (มีหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้พิมพ์ออกจำหน่ายแล้ว เรียบเรียงโดย อ. กรุณา กุศลาสัย) เล่าเรื่องการประชุมที่บันดุง เล่าเรื่องการนัดรับประทานอาหารระหว่างพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กับโจวเอินไหล ซึ่งได้มีการหารือถึงท่าทีในการดำเนินความสัมพันธ์กันระหว่างไทย-จีนในช่วงระยะเวลานั้น นอกจากนี้ ยังได้เล่าถึงบางแง่มุมของการหาข่าวของนักหนังสือพิมพ์จีนด้วย เช่น คุณชวนได้ไปพบคุณสังข์ พัธโนทัย ทุกเดือน เพื่อรับประทานปอเปี๊ยะญวนฝีมือภรรยาคุณสังข์ แล้วก็ได้รับทราบข่าวต่างๆ จากคุณสังข์ เรื่องที่เป็นที่จดจำนำมาเล่าสู่อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติภัยต่างๆ ของชาวจีนด้วยกัน มีการบริจาคที่นำโดยสมาคม โดยเฉพาะปอเต๊กตึ๊ง ที่บริจาคคนละสามบาทห้าบาท แล้วได้เงินมากมายพอช่วยเหลือผู้คนทุกข์ยากได้ บางทีได้เงินเป็นล้าน เช่นการช่วยเหลือผู้ถูกไฟไหม้ที่ย่านสะพานเหลือง (ถนนพระรามที่สี่) ได้เงินบริจาคมาถึง 3 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการช่วยเหลือผู้ที่ถูกเนรเทศด้วยบ้าง ซึ่งมักเป็นชาวจีนต่างด้าวที่ถูกข้อหาค้ากำไรเกินควร

                งานที่เป็นเหมือนคอลัมน์เด่น ในหนังสือพิมพ์จีนยุคสมัยนั้นอย่างหนึ่งก็คือ สารคดีพิเศษซึ่งมีลักษณะเป็นเหมือนกับ สกู๊ปข่าวพิเศษสมัยนี้ และในหนังสือพิมพ์กวงหัวที่คุณชวนประจำอยู่ ก็จะมีคอลัมน์ ท่านถามเราตอบด้วย คุณชวนเล่าเกร็ดเรื่องที่หนังสือพิมพ์จีนถูกปิด ในสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ด้วยว่าเมื่อหนังสือพิมพ์กวงหัวถูกปิด ยังเป็นหนี้ค่าแท่นพิมพ์อยู่ ต้องวิ่งวุ่นหาทางขายแท่นพิมพ์ที่ถูกอายัดเพื่อหาเงินมาใช้หนี้

                ต่อจากนั้น คุณวิวัฒน์ก็เล่าเรื่องสานต่อในประเด็นความทุกข์ยากของการทำหนังสือพิมพ์จีนที่ตนได้ประสบมาว่า บุคคลที่รู้ภาษาจีนโดยเฉพาะนักข่าวหนังสือพิมพ์จีน มักจะถูกคนของรัฐบาลเพ่งเล็งว่าเป็นพวกซ้ายหรือคอมมิวนิสต์ จากที่เคยเป็นครูสอนภาษาจีนก่อนจะมาเป็นนักหนังสือพิมพ์ คุณวิวัฒน์เล่าว่าแม้แต่การกรอกหลักฐานประวัติครู ก็ยังต้องกรอกในแบบกรอกประวัติที่ต้องพิมพ์นิ้วมือทั้งสิบนิ้วเหมือนประวัติผู้ต้องหาด้วย และเสริมความเห็นว่าการเรียนภาษาจีนในประเทศไทย ที่ถูกกีดกันห้ามปรามอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ทุกวันนี้ สังคมไทยขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้เรื่องภาษาจีนในปัจจุบันก็ยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ ทำให้ผู้ที่เรียนจบทางด้านภาษาจีนออกมามีศักยภาพไม่เพียงพอที่จะทำงาน

                คุณวิวัฒน์เล่าถึงประสบการณ์วิชาชีพหนังสือพิมพ์ว่า งานหนังสือพิมพ์จีนเป็นงานหนักมาก ต้องรู้ทั้งภาษาไทยและภาษาจีนเป็นอย่างดี ต้องฝึกให้มีความจำเป็นเลิศเพราะสมัยนั้นการทำข่าวไม่มีเครื่องบันทึกเสียงให้ใช้ จะสัมภาษณ์ใครก็ห้ามพกสมุดไปด้วย ออกจากห้องที่สัมภาษณ์ก็ต้องรีบจดหัวข้อสำคัญหลักๆเอาไว้ก่อนเพื่อไปเรียบเรียงทีหลัง และยังต้องเป็นผู้ที่มีความคล่องตัวมีความเร็วในการเรียบเรียงเขียนข่าวอีกด้วย เพราะไม่เช่นนั้นจะมีผลกระทบกระเทือนให้เกิดความล่าช้าไปทั้งกระบวนการผลิต ตั้งแต่ช่างเรียงพิมพ์ที่ใช้ตัวตะกั่วในระบบการพิมพ์แบบเก่า คนตรวจปรู๊ฟแก้คำผิด และคนจัดหน้า หนังสือพิมพ์จีนในสมัยนั้นออกวันละ 2 ฉบับ คือ เช้าออกตอนเช้าตรู่ และฉบับบ่าย ออกตอนประมาณบ่ายสามโมง

                สำหรับการเสวนาในภาคบ่าย วิทยากรได้แก่ คุณเกรียงวงศ์สุขสิริ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์สากล และคุณสุเทพ ศุภัทรานนท์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ซินจงหยวน ผู้ดำเนินรายการคือ คุณอรรคภาค เล้าจินตนาศรี บรรณาธิการหนังสือเคล็ดไทย

                คุณเกรียง ซึ่งเป็นชาวไต้หวันสัญชาติไทย เริ่มต้นด้วยการออกตัวว่าใช้ภาษาไทยไม่คล่อง ก่อนที่จะเล่าถึงกิจการของหนังสือพิมพ์สากลว่า  ปัจจุบันมีที่ทำการและผลิตอยู่ทั่วทุกมุมโลกทั้งสหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรป ตลอดจนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามนโยบายของสำนักงานใหญ่ ที่ประสงค์จะให้หนังสือพิมพ์จีนมีอยู่ทั่วโลก คุณเกรียงตั้งข้อสังเกตว่าชาวจีนในประเทศไทย ส่วนมากเป็นนักธุรกิจ และประชากรผู้รู้ภาษาจีนปัจจุบันมีน้อยโดยเฉพาะคนรุ่นอายุ 30-40 ปีลงมา แม้แต่ผู้ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัย ถ้าสามารถอ่านหนังสือพิมพ์จีนได้คล่อง ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมากแล้ว

                ข้อมูลปัญหาของการทำหนังสือพิมพ์จีน เฉพาะกรณีในประเทศไทยและไต้หวัน คุณเกรียงได้ให้ทัศนะว่า หลังช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ยอดขายรวมทั้งยอดโฆษณาของหนังสือพิมพ์จีนก็ตกลง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะหนังสือพิมพ์จีนทุกวันนี้จะอยู่ได้ก็เพราะค่าโฆษณา ปัญหาที่ค่อนข้างใหญ่โตอีกเรื่องคือการแย่งชิงผู้บริโภคหนังสือพิมพ์ของสื่อสมัยอื่นๆ เช่น โทรทัศน์ เคเบิ้ลทีวี และที่น่ากลัวที่สุดคือ อินเตอร์เน็ตที่ทั้งไวต่อการให้ข้อมูลข่าวสารและมีศักยภาพในพื้นที่ที่กว้างไกลทั่วโลกแต่คุณเกรียง ก็มีความเห็นว่าการอ่านหนังสือพิมพ์ยังมีความจำเป็นอยู่เพราะ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับการประกาศข่าวทางทีวีในแง่ของการใช้เวลา จะพบว่า หากจะอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งออกอากาศทั้งฉบับใช้เวลาทั้งวันก็อ่านไม่หมด (อัตราการอ่านภาษาจีนคือ 1 นาที จะอ่านได้ประมาณ 100-110 คำ)

                คุณเกรียงทำนายอนาคตหนังสือพิมพ์จีนไว้ว่า น่าจะไปได้ดี เนื่องจากการตื่นตัวของการเรียนภาษาจีนในประเทศไทย และกระแสความต้องการทำการค้ากับจีนจะช่วยกระตุ้นตลาดได้ และยังทำนายไว้อีกว่า ในอีกประมาณ 5 ปี จะมีการอพยพย้ายถิ่นของคนจีนเกิดขึ้นครั้งใหญ่อีกครั้ง อันเนื่องมาจากการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจีนเอง การเติบโตของ GNP จีนจะทำให้คนจีนหลั่งไหลมายังภูมิภาคนี้อีกมาก และเมื่อคนจีนมาถึงภูมิภาคนี้ก็ต้องอ่านหนังสือพิมพ์จีน

                คุณสุเทพ ได้เล่าความเป็นมาของตนเพื่อแสดงให้เห็นถึงการใช้ชีวิตอย่างยาวนานในวิชาชีพหนังสือพิมพ์จีน แล้วก็ได้เปิดประเด็นต่อในเรื่องของตัวเลขผู้รู้ภาษาจีน เพื่อจะวิเคราะห์หาจำนวนผู้อ่านหนังสือพิมพ์จีน โดยสรุปได้ว่า ปัจจุบันมีคนที่อ่านหนังสือพิมพ์จีนอยู่ในประเทศไทยประมาณ 420,000 คน แต่อาจจะไม่ได้ซื้อทุกคน ตัวเลขก็คือ หนังสือพิมพ์ 1 ฉบับจะมีคนอ่านเฉลี่ย 4 คน)

                คุณสุเทพวิเคราะห์ตัวเลขเกี่ยวกับผู้อ่านว่า ชาวไต้หวันจะนิยมอ่านหนังสือพิมพ์สากล เพราะให้ข้อมูลข่าวสารเรื่องไต้หวันได้ละเอียดกว่าฉบับอื่นๆ และที่น่าสังเกตก็คือ คนจีนที่มาจากแผ่นดินใหญ่ก็นิยมอ่านหนังสือพิมพ์จีนสากลด้วยเช่นกัน ไม่นิยมอ่านหนังสือพิมพ์จีนอีก 5 ฉบับที่มีอยู่ (ปัจจุบันประเทศไทยมีหนังสือพิมพ์จีนอยู่ 6 ฉบับ) คุณสุเทพมีความเห็นต่างจากคุณเกรียง เพราะคิดว่าอนาคตหนังสือพิมพ์จีนในประเทศไทยค่อนข้างมืดมน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากท่าทีทางการเมืองของคนไทยในอดีตที่มีต่อจีน โดยเฉพาะจากการสั่งปิดโรงเรียนจีนในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยังผลให้คนรู้ภาษาจีนน้อย การฟื้นฟูการเรียนการสอนภาษาจีนในไทยช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ก็ไม่สามารถสร้างคนอ่านหนังสือที่รู้ภาษาจีนอย่างลึกซึ้งขึ้นมาได้ และจากการวิเคราะห์ตัวเลขก็ปรากฏว่าจำนวนประมาณ 150,000 คนที่อ่านหนังสือพิมพ์จีนในปัจจุบัน ก็เป็นกลุ่มคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งหวังพึ่งพาได้ยากลำบาก แต่ถ้าใน 420,000 คน ที่ได้คำนวณเป็นตัวเลขเอาไว้ หันมาจับหนังสือพิมพ์จีนอ่านกันทุกคนก็ยังพอจะเกื้อหนุนให้หนังสือพิมพ์จีนดำรงอยู่ได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากยิ่งนัก

                ปัญหาที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ อัตราค่าโฆษณาในหนังสือพิมพ์จีนไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าวัสดุต่างๆ ในการผลิตทั้งกระดาษ ฟิล์ม เพลท ต่างก็เพิ่มกันหมด รวมถึงกรณีที่เอเยนซี่โฆษณาไม่มีบุคลากรที่รู้ภาษาจีนด้วย ก็ทำให้หนังสือพิมพ์จีนไม่เคยได้รับงานจากเอเยนซี่โฆษณาเลย ยิ่งกว่านั้น โฆษณากว่าร้อยละ 75 ที่ลงในหนังสือพิมพ์จีนก็เป็นการลงประกาศแจ้งความ คำอวยพร และคำไว้อาลัยแก่คนตาย ไม่ใช่การลงโฆษณาสินค้าและการบริการเลย การเสวนาจบลงโดยผู้เข้าร่วมฟังทั้งชาวจีนและชาวไทยแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เกี่ยวกับทางรอดและการปรับปรุงหนังสือพิมพ์จีนอย่างน่าสนใจ นับเป็นการเปิดประเด็นชวนให้ติดตามศึกษาต่อไปได้อีก

เกร็ดวัฒนธรรม

กายกรรมจีน

กายกรรมหรือที่ภาษาจีนเรียกว่า (zájì) นั้นมาจากคำประสมระหว่าง“杂” ซึ่งหมายถึง ความหลากหลายและ “技” ซึ่งหมายถึง ฝีมือ ความสามารถและเทคนิค ดังนั้น杂技 จึงหมายถึงฝีมือและความสามารถด้านการแสดงอันหลากหลายที่ใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น ศีรษะ เอว แขน และขา มาถ่ายทอดความแข็งแกร่ง ความอ่อนช้อยและความน่าอัศจรรย์ของมนุษย์ โดยผ่านท่าทางที่แสดงให้เห็นถึงความสมดุลของร่างกาย

                หากจะกล่าวว่ากายกรรมจัดเป็นศิลปะที่มนุษย์สามารถฝึกฝนได้แต่หาผู้ที่เข้าถึงแก่นแท้ของมันได้ยากก็คงจะไม่ผิดอะไร คงไม่มีใครคาดคิดว่า “กายกรรมจีน” จะมีส่วนในการจุดประกายความคิดของนักวิทยาศาสตร์โลกจำนวนไม่น้อย ยกตัวอย่างเช่น การค้นพบ “ดินระเบิด” ดินระเบิดถูกใช้เป็นครั้งแรกโดยการนำมาเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดเสียงและควันประกอบการแสดงกายกรรม นอกจากนี้ การค้นพบ “การกระโดดร่ม” โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสก็ได้แรงบันดาลใจจากการเห็นเพื่อนนักกายกรรมชาวจีนผู้หนึ่งใช้ “ร่ม” เป็นอุปกรณ์เสริมในการแสดงชุด “เดินไต่บนเส้นลวด” เป็นต้น

                นับตั้งแต่สังคมยุคบรรพกาลเป็นต้นมา ดูเหมือนว่า “กายกรรมจีน” จะไม่มีความแตกต่างกับศิลปะการร่ายรำทั่วไปมากนัก ต่อมาเมื่อพบหลักฐานทางโบราณคดี วาดเป็นแผนภาพเกี่ยวกับการแสดงอันเป็นเทคนิคการใช้พละกำลัง ซึ่งสลักอยู่ตามก้อนหิน ก้อนอิฐ ของใช้ในชีวิตประจำวันและภาพวาดตามผนังถ้ำในยุคชุนชิว-จ้านกว๋อ (ราว 772-281 ก่อนค.ศ.) ก็ได้ข้อสรุปว่า : กายกรรมจีนเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างอย่างชัดเจนในยุคนี้และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ครั้งเมื่อถึงรัชสมัยเหยียนฟงที่ 3 แห่งกษัตริย์ฮั่นอู่ตี้ (กษัตริย์ลำดับที่ 5 แห่งราชวงศ์ฮั่น) พระองค์ทรงมีพระสงค์ที่จะประกาศศักดาความเป็นใหญ่ในการยึดครองอาณาเขตอันกว้างใหญ่ จึงมีพระดำรัสให้จัดงานฉลองเพื่อเลี้ยงรับรองแขกเหรื่อจากนานาประเทศ ด้วยทรงโปรดปรานการแสดงกายกรรมเป็นพิเศษ จึงมีรับสั่งให้นักกายกรรมจากทั่วสารทิศมาแสดงถวายต่อหน้าพระพักตร์ ในการนี้ ทูตจากประเทศลังกาได้ส่งนักมายากลที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมแสดง อันเป็นจุดเริ่มต้นที่มายากลได้เข้ามามีบทบาทและผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงกายกรรมจีนในที่สุด กล่าวได้ว่า กายกรรมยุคสมัยราชวงศ์ฮั่นนั้นเป็นรากฐานที่สำคัญและมีรายการจัดการแสดงได้อย่างเป็นระบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา ครั้นถึงยุคหลังราชวงศ์ซ้องและหยวน กายกรรมก็ต้องเผชิญกับสภาวะตกต่ำอันเนื่องมาจากขาดการส่งเสริมจากทางราชสำนัก ทว่านักแสดงกายกรรมบางกลุ่มยังคงถ่ายทอดเทคนิคการแสดงจากรุ่นสู่รุ่น ตราบกระทั่งถึงตอนต้นของราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1616 เป็นต้นมา) กายกรรมจีนยกระดับตัวเองและได้กลายเป็นทูตทางวัฒนธรรมแขนงหนึ่งของจีนที่เริ่มปรากฏสู่สายตาชาวโลก

                ลักษณะเด่นของการแสดงกายกรรมจีนอยู่ที่ การให้ความสำคัญในการฝึกพลังขาและพลังเอว ส่วนการตีลังกาจัดเป็นหัวใจพื้นฐานที่นักแสดงทุกคนต้องทำได้อย่างชำนิชำนาญ หลักการที่นักแสดงทุกคนพึงยึดถือไว้คือ สร้างความมั่นคงในขณะที่แสดงความโลดโผน รักษาความแน่นิ่งยามต้องเคลื่อนไหว ผสานความแข็งแกร่งเข้ากับความอ่อนช้อยโดยทุกท่วงท่าลีลานั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความสมดุลของร่างกาย ลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่งของกายกรรมจีนก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์-อาจารย์ที่มีอยู่อย่างแนบแน่นอันหาที่เปรียบมิได้

                สำหรับวงการกายกรรมจีนแล้ว “คณะอู๋เฉียว” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดของกายกรรมระดับโลกเป็นคณะกายกรรมที่มีชื่อเสียงและมีประวัติยาวนานกว่า 1,500 ปี ปัจจุบันทุกๆ 2 ปี จะจัดการแข่งขันมหกรรมกายกรรมโลกขึ้นราวปลายเดือนตุลาคม จัดเป็นเวทีชุมนุมนักกายกรรมฝีมือระดับแนวหน้าของโลกที่หาชมได้ยากทีเดียว

                เหตุที่ทำให้กายกรรมจีนยังครองใจผู้ชมมาเป็นเวลาช้านานนั้นเพราะ ขณะที่แสดงผู้ชมมักจะถูกสะกดอารมณ์ให้คล้อยไปตามความตื่นเต้นและความหวาดเสียว การได้นั่งชมกายกรรมร่วมกันยังมีส่วนกระชับความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว หากได้สังเกตจะพบว่า ในรายการแสดงที่ผ่านตาเรานั้น จะค่อยๆทวีความยากขึ้นทีละรายการ จนกระทั่งถึงการแสดงในชุดสุดท้ายที่จัดเป็นจุดสุดยอด มีความยากและเร้าใจมากที่สุด

                สิ่งที่ได้จากการรับชมกายกรรมจีนนอกจากจะเป็นความบันเทิงและอิ่มเอมใจ ซึ่งหาได้ยากในสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันเฉกเช่นปัจจุบันแล้ว ผู้ชมสามารถสัมผัสถึงกลิ่นไอวัฒนธรรมจีนถ่ายทอดผ่านการแสดงในแต่ละชุดอีกด้วย

ข่าวเสวนาอาศรม

เสวนาเรื่อง “ขนบจารีตในคัมภีร์ขงจื๊อในฐานะสิ่งปลดปล่อยมนุษย์สู่อิสรภาพ

                อาศรมสยาม-จีนวิทยาร่วมมือกับภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการบรรยายเรื่อง “ขนบจารีตในคัมภีร์ขงจื๊อในฐานะสิ่งปลดปล่อย” โดย คุณรชฏ ศาสตราวุธ วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2545 เวลา 9.00-12.00น. ที่ห้อง 401 อาคารสยามบรมราชกุมารี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ.พญาไท สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร 0 2638 2491-3 , 0 2677 1008-9

ข่าวประชาสัมพันธ์

สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดอบรม “ความรู้เกี่ยวกับประเทศจีน” รุ่นที่ 4

                โครงการจีนศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดอบรม “ความรู้เกี่ยวกับประเทศจีน” รุ่นที่ 4 อบรมทุกวันศุกร์ 18.00-21.00 น. และทุกวันเสาร์เต็มวัน รวมตลอดหลักสูตร 63 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2546 เป็นต้นไป เนื้อหาในการอบรมครอบคลุมความรู้เกี่ยวกับประเทศจีน ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ วรรณคดี ศิลปวัฒนธรรม ปรัชญาศาสนา สังคม การเมืองการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ การค้า และการประกอบธุรกิจ โดยวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านจากหน่วยราชการและองค์กรเอกชนต่างๆ ค่าอบรม 8,000 บาท พร้อมเอกสารและอาหารว่างระหว่างการ อบรม ผู้สนใจติดต่อขอรายละเอียดได้ที่ โครงการจีนศึกษา โทร 0 2564 5000-3 ในเวลาราชการ หรือที่ ieas@asia.tu.ac.th


คณะผู้จัดทำ

กนิษฐา    ลีลามณี

คณิตา      ลิ้มดำรงชิต

ธนัสถ์        สุวัฒนมหาตม์

กรรณการ์  ลี้อนันต์

                อาศรมสยาม-จีนวิทยา 313 อาคารซี.พี.ทาวเวอร์ ชั้น 25.สีลม บางรัก กรุงเทพฯ 10500

โทรศัพท์  02-638-2491-3; 02-677-1008-9, โทรสาร 02-677-1070; e-mail: arsom@all-chinese.com