อาหารที่ไร้คุณภาพในจีน
... การประทุของปัญหาครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม
ความสำคัญของเรื่องอาหารและปากท้องสะท้อนผ่านดังคำกล่าวของจีนที่ว่า
“เรื่องกินเรื่องใหญ่ เรื่องตายเรื่องเล็ก”
อาหารจึงนับว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อประเทศจีนในหลากหลายมิติ จากคำกล่าวของท่านหลี่
เค่อเฉียง (Li
Keqiang)
ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนถัดไปของจีนที่กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อกลางเดือนเมษายน
2553 สะท้อนถึงความสำคัญดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยในคำกล่าวระบุว่า “อาหารนับเป็นสิ่งจำเป็น
และความปลอดภัยควรได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรก ...
ความปลอดภัยด้านอาหารเกี่ยวพันกับชีวิตความเป็นอยู่และสุขภาพของประชาชน
การพัฒนาเศรษฐกิจ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม”
ภายหลังข่าวการตรวจพบเชื้ออีโคไล
(E.
Coli)
ในเยอรมนีและอีกหลายประเทศในสหภาพยุโรป และสารพลาสติไซเซอร์
(Plasticizers) ในเครื่องดื่มบำรุงกำลังของไต้หวัน รวมทั้งการระเบิดของแตงโมในจีนอันเนื่องจากการใช้สารเร่งโตมากเกินปริมาณที่กำหนดต่อเนื่องกันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ทำให้กระแสความตื่นกลัวเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหารและการขาดมาตรฐานการกำกับตรวจสอบการผลิตอาหารในหมู่ชาวโลกได้ถูกปลุกขึ้นอีกครั้ง
ซึ่งทำเอาองค์กรที่เกี่ยวข้องทางด้านความปลอดภัยของอาหารและรัฐบาลของหลายประเทศ
รวมทั้งของจีน ต่างกระโดดเข้ามารีบชี้แจง
ออกมาตรการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตและการจัดจำหน่าย
และเพิ่มความพยายามในการปราบปรามและลงโทษผู้กระทำผิดกันเป็นแถว
อันที่จริง
ประเด็นปัญหาอาหารปนเปื้อนของจีนไม่ใช่เรื่องใหม่และดูเหมือนจะได้รับความสนใจอย่างมากไม่เสื่อมคลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เพราะข่าวการตรวจพบอยู่เนือง ๆ
ว่าสินค้าอาหารจำนวนมากที่จำหน่ายในจีนมีสารเคมีผสมอยู่เกินระดับมาตรฐาน
หรือมีสารเคมีที่ไม่เหมาะสมหลายประเภทปนเปื้อนอยู่ อาทิ น้ำหมึก สีย้อมผ้า
และน้ำยาฟอกผ้าขาว และยังไม่ทันที่ข่าวสารเคมีอันตรายดังกล่าวจะจางหายไป
ก็ตามด้วยข่าวใหญ่เรื่องความปลอดภัยด้านอาหารในผลิตภัณฑ์นมและเนื้อที่เกิดขึ้นเมื่อปี
2551 ซึ่งทำให้เด็กทารกอย่างน้อย 6 คนเสียชีวิต และผู้บริโภคต่างวัยราว 3
แสนล้มป่วยลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และตอกย้ำตามมาด้วยข่าวสินค้าอาหารปลอม
เช่น ไข่ และข้าว รวมทั้งการนำเอาอาหารหรือส่วนผสมอาหารที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่โดยไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย
อาทิ น้ำมันพืช ซาลาเปา เส้นก๋วยเตี๋ยว และน้ำซุปสุกี้ยากี้
ประการสำคัญ
ยังพบอีกว่า
ผู้ผลิตอาหารบางรายจงใจใส่สารเคมีอันตรายบางประเภทผสมลงในอาหารทั้งที่รู้ว่าสารเคมีเหล่านั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
จนนำไปสู่การลงโทษถึงขั้นประหารชีวิตผู้ผลิตและผู้ที่เกี่ยวข้องที่กระทำผิดในคดีรุนแรง
แน่นอนว่า
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลใจและความไม่พอใจอย่างมากในหมู่ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลและผู้บริโภคชาวจีน
ถึงขนาดท่านหลี่ เค่อเฉียง (Li Keqiang) รองนายกรัฐมนตรีของจีนได้ออกมาประกาศมอบนโยบายในงานสัมมนาในเรื่อง
“ความปลอดภัยของอาหาร” ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้อย่างเข้มงวด
“ผู้ที่กระทำผิดในเรื่องความปลอดภัยของอาหารควรจะได้รับโทษตามการละเมิด ...
และเรียกร้องให้เร่งปรับปรุงระบบความรับผิดชอบของภาคธุรกิจอาหาร ...
การกำกับดูแลจะต้องไม่มีจุดบอด”
แนวทางและแผนการดำเนินงานในปี
2554
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แม้ว่ารัฐบาลจีนได้พยายามอย่างยิ่งยวดในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนและเพิ่มระดับการดูแลควบคุมในเรื่องความปลอดภัยของอาหารมาอย่างต่อเนื่อง
แต่ข่าวปัญหาดังกล่าวก็ยังเกิดขึ้นให้รัฐบาลต้อง “เสียหน้า” อยู่เนือง ๆ ทำให้ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลจีนประเมินว่า
ที่ผ่านมา ปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ และจำเป็นต้องยกระดับแผนงานและมาตรการในเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่องมากขึ้น
ในเดือนพฤษภาคม
2554 สำนักงานคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยด้านอาหาร
ซึ่งถือเป็นหน่วยงานระดับกระทรวงที่ขึ้นตรงต่อคณะรัฐมนตรีและมีท่านรองนายกรัฐมนตรีหลี่
เค่อเฉียงเป็น
ประธานกรรมการในปัจจุบัน จึงได้ออกแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ความปลอดภัยด้านอาหาร
(2554-2558) ซึ่งระบุถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกำหนดให้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เรื่องความปลอดภัยด้านอาหารเป็นประจำคราวละ
1 สัปดาห์ในเดือนมิถุนายนของทุกปี
นอกจากนี้
ยังมีการจัดการประชุมสัมมนาครั้งใหญ่เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารขึ้นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม
ที่ผ่านมา โดยมีผู้แทนระดับสูงจาก 9 กระทรวงและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องภายใต้คณะรัฐมนตรีและผู้แทนระดับมณฑลเข้าร่วมกันหารือเกี่ยวกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ซึ่งภายหลังการสัมมนาที่ยาวนานถึง 9 วันดังกล่าว รัฐบาลจีนได้ออกประกาศแผนการดำเนินงานและแคมเปญรณรงค์ในเรื่องความปลอดภัยของอาหารระลอกใหม่
เพื่อมุ่งสร้างความตระหนักรู้ของสาธารณชนต่อประเด็นเรื่องความปลอดภัยของอาหาร
และย้ำเตือนถึงข้อควรปฏิบัติของผู้บริโภคต่อปัญหาดังกล่าวอย่างุต่อเนื่องจนถึงเดือนมิถุนายน
นายเฉิน สูว (Chen Xu) รองผู้ตรวจสอบของกรมกำกับความปลอดภัยของอาหาร (Department of Food
Safety Supervision) ภายใต้องค์การอาหารและยาของจีน (The
State Food and Drug Administration: SFDA) ได้กล่าวว่า
“ความพยายามดังกล่าวมุ่งหวังผลให้สาธารณชนตระหนักและใส่ใจในความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของอาหาร
และช่วยเป็นกลไกส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยของอาหารอย่างแท้จริง”
โดยแผนงานในปี
2554 นี้ยังคงเน้นย้ำถึงสาระสำคัญของกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งนับเป็นแผนดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่
3 นับแต่กฎหมายดังกล่าวคลอดออกมา และนับเป็นครั้งแรกที่ระบุถึงการบังคับใช้กฎหมายอาญาและบทลงโทษที่รุนแรงแก่ผู้กระทำผิด
ซึ่งสะท้อนถึงความจริงจังของรัฐบาลจีนต่อปัญหานี้
โดยรัฐบาลจีนได้ประกาศให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการอย่างเข้มกับการกำจัดการละเลยต่อกรณีอาหารที่ไม่ปลอดภัยและผิดกฎหมายกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งในเวลาต่อมา
ศาลฎีกาของจีนยังออกมาโดดรับลูก โดยได้ประกาศปรับท่าทีเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่จะลงโทษข้าราชการที่รับสินบนและผู้ประกอบการที่ละเมิดกฎหมายฯ
อย่างรุนแรง อาทิ บทลงโทษจำคุกที่นานขึ้น หรือแม้กระทั่งโทษประหารชีวิต
แผนงานฯ
ดังกล่าวให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลคุณภาพสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้จำนวน
6 ประเภท อันได้แก่ ผลิตภัณฑ์นม น้ำมันพืช สารผสมอาหาร อาหารบำรุงสุขภาพ
เนื้อสัตว์ และแอลกอฮอล์สำหรับการบริโภค ผ่านหลายมาตรการ เช่น
การยกระดับการเข้าสู่ตลาดของสินค้า การลดจำนวนผู้ผลิตสินค้าอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน
และการนำเอากลไกติดตามด้านสารสนเทศและระบบการประเมินผลในอุตสาหกรรมอาหารมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมนม
แผนงานฯ ดังกล่าวยังกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำฐานข้อมูลแห่งชาติสำหรับผู้ผลิตสินค้าอาหารและระบบการตรวจสอบ/ยืนยันใบรับรองที่เกี่ยวข้อง
พร้อมทั้งกำหนดให้มีระบบการลงทะเบียนการซื้อสาร “เมลามีน” (Melamine) และห้ามการใช้สาร “เคลนบูเธอรอล”
(Clenbuterol) ในเนื้อสัตว์
เพราะจัดเป็นสารเป็นอันตรายต่อการบริโภคของมนุษย์
รวมทั้งเรียกร้องให้ยกระดับการกำกับดูแลน้ำมันพืช
ทลายแหล่งผลิตและจุดจำหน่ายน้ำมันพืชที่ไม่ได้คุณภาพ
(รวมถึงน้ำมันพืชใช้แล้วที่มักใช้ในร้านอาหารขนาดเล็ก)
และการค้าผ่านช่องทางที่ผิดกฎหมาย
หลังจากนั้นไม่นาน
ก็มีข่าวประชาสัมพันธ์การดำเนินมาตรการใหม่ ๆ
จากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องตามออกมาเป็นระลอก อาทิ การจัดตั้งทีมสืบสวนเฉพาะกิจและหน่วยรับแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ด่วน
“ฮอตไลน์” ด้านความปลอดภัยของอาหารนับแต่ต้นปี 2554 ขณะเดียวกัน
เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในหลายเมืองใหญ่ อาทิ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว หังโจว
และฉงชิ่ง ได้ออกตรวจสอบโรงงานผลิต กิจการขนส่งและศูนย์กระจายสินค้า ช่องทางจัดจำหน่ายสมัยใหม่
และร้านอาหารกันอย่างเข้มข้น
อย่างไรก็ดี
ผลจากการดำเนินการดังกล่าวได้นำไปสู่การแก้ไขกรณีปัญหาด้านความปลอดภัยของอาหารมากกว่า
1,000 คดี รวมทั้งกรณี
การใช้สารเร่งโตและสารเร่งเนื้อแดงในหมูที่ตกเป็นข่าวใหญ่โตทั่วจีน
ซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องถึง 135 คน
และทลายโรงงานผลิตสารเคมีผิดกฎหมายจำนวน 8 แห่งและโกดังเก็บสินค้า 4 แห่ง
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข
(Ministry of Health: MOH) ได้ดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องที่ล้าสมัยและไม่ สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร
กำหนดกลไกในการติดตามและประเมินความเสี่ยงความปลอดภัยด้านอาหาร และแก้ไข 176
มาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร
รวมทั้งยังแต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญแห่งชาติว่าด้วยการประเมินความเสี่ยง
เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลไกกำกับตรวจสอบอาหาร
นอกจากนี้ ผลจากการสัมมนาใหญ่ดังกล่าวยังส่งผลให้กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
(Ministry of
Industry and Information Technology) ยังจัดทำแผนกระตุ้นให้กิจการอาหารสร้างความน่าเชื่อถือในเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร
รวมทั้งการจัดการด้านความน่าเชื่อถือและมาตรฐานสากลสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร
ขณะที่องค์การอุตสาหกรรมและพาณิชย์แห่งชาติ (The State
Administration for Industry and Commerce: SAIC) ก็มอบหมายให้หน่วยงานเครือข่ายที่กระจายอยู่ในระดับท้องถิ่นจัดแบ่งและรวบรวมข้อมูลกิจการอาหารเพื่อช่วยให้ความพยายามในการกำกับดูแลง่ายดายมากขึ้นในอนาคต
และลงโทษและปิดกิจการที่ละเมิดมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร
โดยเฉพาะที่จำหน่ายและผลิตสารเคมีต้องห้าม
เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม
2554 กระทรวงพาณิชย์ (Ministry of Commerce) ของจีนยังประกาศขยายโครงการติดตามอาหารเนื้อสัตว์และผักสด
(Meat
and Vegetable Tracking Project) สู่ระยะที่ 2
โดยระบบจะอนุญาตให้ผู้บริโภคสามารถตรวมสอบแหล่งผลิตและจัดระเบียบมาตรฐานการขนส่งของสินค้าทั้งสองประเภทดังกล่าวขยายไปยังเมืองสำคัญอื่น
ๆ ในจีน อาทิ ฮาร์บิน (Harbin) จี่หนัน (Jinan) และอูหลูมู่ฉี (Urumqi)
นายเจียง เจิงเหว่ย
(Jiang
Zengwei) ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้กล่าวในเรื่องนี้ว่า
“ระบบดังกล่าวยังจะช่วยพัฒนาการขนส่งสมัยใหม่ในสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ
การขนส่ง นับเป็นปัจจัยสำคัญในการผันผวนของราคาสินค้าเกษตร
... ในปีสุดท้ายของแผนพัฒนา 5 ปีฉบับ 12 (2554-2558) ระบบติดตามฯ
ควรจะครอบคลุมถึงการขนส่งเนื้อและผักทั่วประเทศ และขยายไปยังสินค้าประเภทอื่น อาทิ
ผลไม้และสัตว์น้ำ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน”
ขณะที่นายหวง
กุ้ยเหิง (Huang
Guiheng) ผู้จัดการ Bric Global Agricultural Consultants
Ltd. เห็นว่า ระบบติดตามฯ
จะมีส่วนช่วยยกระดับความปลอดภัยของอาหารและเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคในจีน
โดยกล่าวว่า “ผู้บริโภคจะเลือกเนื้อสัตว์และผักที่ได้รับการรับรองจากระบบติดตามฯ
โดยไม่มีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ... ธุรกิจจะให้การต้อนรับการใช้ระบบติดตามดังกล่าว
ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการสร้างตราสินค้า”
อนึ่ง
ประมาณร้อยละ 80 ของเนื้อสัตว์และผักในเมืองใหญ่ของจีนผลิตจากชนบท
และมากกว่าร้อยละ 80 ของการขนส่งกระทำผ่านตลาดค้าส่ง ขณะที่โครงการระยะแรกซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม
2553 นั้นได้ขยายการดำเนินการครอบคลุมโรงฆ่าสัตว์ 176 แห่ง ตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ 100
แห่ง ตลาดอาหาร มากกว่า 3,000 แห่ง ซุปเปอร์มาร์เก็ต 1,400 แห่ง และผู้ซื้อรายใหญ่มากกว่า
4,400 รายใน 10 เมืองสำคัญ อาทิ เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) และต้าเหลียน
(Dalian) แล้วในปัจจุบัน
สาระสำคัญของกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของอาหาร
... เพิ่มอำนาจและความสับสน
หากมองย้อนหลังไปในช่วง
20
ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับอาหารปลอดภัยราว 20
ฉบับและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอีกว่า 190 ฉบับ
รวมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานและคณะกรรมการกว่า 35 รายเข้ามาช่วยกำกับดูแลอุตสาหกรรมอาหารเพื่อแก้ไขและปรับปรุงปัญหาดังกล่าว
จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขของจีนยังพบอีกว่า
ก่อนหน้าที่จะเกิดปัญหา “นมผงสยอง” เมื่อราว 3 ปีที่แล้ว จีนมีมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารและส่วนผสมอาหารแห่งชาติ
1,829 มาตรฐาน และมีอีกมากกว่า 1,200 มาตรฐานท้องถิ่น
มาตรฐานเหล่านี้มีความแตกต่างและขัดแย้งระหว่างกัน
อันนำไปสู่ความสับสนและช่องโหว่มากมาย
ทั้งนี้ หนึ่งในกลไกที่รัฐบาลจีนต้องการใช้ในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังภายหลังเหตุการณ์นมผงปนเปื้อน
ได้แก่ การออก “กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของอาหาร” (Food Safety
Law: SFL) เพื่อทดแทน “กฎหมายว่าด้วยสุขลักษณะของอาหาร”
(Food Hygiene Law: FHL) ซึ่งออกมาบังคับใช้นับแต่ปี
2538
กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของอาหารฉบับล่าสุดนี้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการถาวรของสภาประชาชนฯ
ครั้งที่ 11
และมีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2552 จึงนับเป็นกฎหมายหลักที่กำกับดูแลเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารของจีนในปัจจุบัน
โดยเน้นถึงการเพิ่มบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องไว้อย่างกว้างขวาง
จัดระบบมาตรฐานความปลอดภัยฯ แห่งชาติ และผนวกรวมกฎระเบียบและมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
ยกเครื่องระบบใบอนุญาต และเพิ่มบทลงโทษแก่ผู้กระทำผิด กฎหมายดังกล่าวมีทั้งสิ้น
104 มาตราใน 10 หมวดสำคัญ ซึ่งในแต่ละหมวดมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1.
วัตถุประสงค์และขอบข่าย
·
มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยของอาหารและปกป้องสุขภาพและชีวิตของประชาชนภายในประเทศ
·
มีขอบข่ายของธุรกรรมในจีน
ตั้งแต่การผลิตและแปรรูปอาหาร การจัดจำหน่าย และบริการจัดเตรียมอาหารนอกสถานที่ (Catering
Service) การผลิตและการค้าส่วนผสมอาหาร เครื่องมืออุปกรณ์ในการผลิต
พาหนะขนส่ง วัตถุดิบและส่วนผสมอาหาร ภาชนะ และสารฆ่าเชื้อโรค
·
กำหนดให้กรมสุขภาพที่ขึ้นตรงต่อคณะรัฐมนตรีรับผิดชอบเกี่ยวกับการประสานงานในภาพรวม
การประเมินความเสี่ยง การกำหนดมาตรฐาน การให้ข้อมูล
การพัฒนาเกณฑ์การรับรองหน่วยงานทดสอบและหลักเกณฑ์การทดสอบด้านความปลอดภัยของอาหาร
และองค์กรสืบสวนและแก้ไขกรณีเกิดอุบัติเหตุด้านความปลอดภัยของอาหารครั้งใหญ่
·
กำหนดบทบาทให้หน่วยงานของรัฐบาลท้องถิ่นรับผิดชอบในด้านการจัดการทั้งระบบในการกำกับควบคุมความปลอดภัยด้านอาหารในพื้นที่ของตนเองให้เป็นไปตามกฎหมาย
กฎระเบียบ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
·
ให้สมาคมอุตสาหกรรมอาหารกำกับดูแลและแนะนำให้ผู้ผลิตและผู้ค้าปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
อำนวยความสะดวกในการสร้างความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรม
และเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง
·
กระตุ้นให้กลุ่มสังคมและชุมชนต่าง ๆ
ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการให้ความรู้ และให้สื่อประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับกฎหมาย
กฎระเบียบ มาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร และความรู้ที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้งเผยแพร่การกระทำใด ๆ ที่ขัดต่อกฎหมายนี้
เพื่อสนับสนุนอาหารสุขภาพและเพิ่มระดับการตระหนักรู้และความสามารถในการป้องกันตนเองของผู้บริโภค
2.
การตรวจสอบและประเมินผลความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาหาร
· กำหนดให้สร้างระบบการตรวจสอบสำหรับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาหารระดับชาติขึ้นเพื่อสอดส่องเกี่ยวกับการติดเชื้อ
การปนเปื้อน และอันตรายจากอาหาร
· ระบุให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเกษตร
การกำกับดูแลคุณภาพ อุตสาหกรรมและพาณิชย์
และการจัดการอาหารและยาที่ขึ้นตรงต่อคณะรัฐมนตรีรายงาน เสนอแนะ
และให้ข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังกรมสุขภาพหลังจากที่ได้รับทราบข้อมูลความเสี่ยงเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหาร
ในทางกลับกัน กรมสุขภาพก็ต้องแจ้งผลการประเมินฯ กลับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเวลาที่เหมาะสม
พร้อมให้หน่วยงานเหล่านั้นดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อลดผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากอาหารไม่ปลอดภัย
อาทิ การสั่งหยุดการผลิตและการค้า และการแจ้งผู้บริโภคให้หยุดการบริโภคอาหาร
· กำหนดให้สร้างกลไกการประเมินความเสี่ยงจากอันตรายด้านชีวภาพ
เคมี และกายภาพในสินค้าอาหารและส่วนผสมอาหารขึ้น
โดยมีคณะกรรมการพิเศษที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านยา เกษตร อาหาร
และโภชนาการเป็นผู้พิจารณากำหนดการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาหาร
บนพื้นฐานของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลด้านการทดสอบความเสี่ยงฯ วิทยาศาสตร์
และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
3.
มาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร
·
ให้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารแห่งชาติ
และในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานระดับชาติระบุไว้ ให้สามารถพัฒนามาตรฐานระดับท้องถิ่นได้ และในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานในสองระดับดังกล่าว
กิจการอาหารก็อาจพัฒนามาตรฐานของตนเองสำหรับการผลิตได้
รัฐบาลจีนยังกระตุ้นให้กิจการเอกชนกำหนดมาตรฐานของตนเองสูงกว่าของระดับชาติและท้องถิ่น
· มาตรฐานความปลอดภัยของอาหารแห่งชาติครอบคลุมถึงการจำกัดเชื้อโรค
สารเคมี สารตกค้างจากยาฆ่าแมลง ส่วนผสมอาหาร และโลหะหนัก รวมทั้งวัตถุใด ๆ
ในอาหารและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์
ข้อบังคับองค์ประกอบและส่วนผสมอาหารเด็กและประชากรกลุ่มอื่น ๆ การจัดทำฉลาก
เครื่องหมายและข้อแนะนำที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอาหารและโภชนาการ
วิธีการและขั้นตอนในการทดสอบอาหารและการฆ่าสัตว์ เป็นต้น
·
มาตรฐานความปลอดภัยของอาหารแห่งชาติจะต้องได้รับการทบทวนและอนุมัติจากคณะกรรมการประเมินมาตรฐานฯ
แห่งชาติ
ซึ่งมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้คณะรัฐมนตรีร่วมพิจารณาอยู่ในคณะกรรมการฯ
4.
การผลิตและการค้าอาหาร
· กำหนดให้กิจกรรมการผลิตและการค้าปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร
อาทิ
o
ต้องจัดให้มีสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับวัตถุดิบ
กระบวนการผลิต การบรรจุภัณฑ์
และการเก็บรักษาทั้งในเชิงของความหลากหลายและปริมาณของอาหารที่ผลิตและจำหน่าย รวมทั้งให้อยู่ห่างจากสถานที่เก็บสินค้าที่เป็นพิษหรืออันตราย
และแหล่งของการปนเปื้อนอื่น ๆ
o ต้องจัดให้มีอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก
รวมทั้งระบบที่เกี่ยวข้องสำหรับการผลิตและจำหน่ายที่เหมาะสมกับความหลากหลายและปริมาณของอาหาร
o ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยของอาหาร
ด้านการจัดการ
และกฎหมายกฎระเบียบเพื่อสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหาร
· ห้ามมิให้ผลิตและค้าสินค้าอาหารหลายประเภท
อาทิ
o อาหารที่ใส่วัตถุดิบที่มิใช่อาหาร
หรือสารเคมี (นอกเหนือจากสารผสมอาหาร) วัตถุใด ๆ
ที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ หรืออาหารที่ผลิตจากวัตถุดิบที่นำกลับมาใช้ใหม่
รวมทั้ง
o อาหารที่มีเชื้อโรค
ส่วนผสมของสารตกค้างจากยาฆ่าแมลง โลหะหนัก สาร ปนเปื้อน
และวัตถุอื่น ๆ
ที่สูงเกินกว่ามาตรฐานอาหารปลอดภัยที่กำหนดและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์
o ส่วนผสมด้านโภชนาการของอาหารเสริมสำหรับเด็กทารกและกลุ่มประชากรที่เฉพาะเจาะจงที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานฯ
o อาหารที่เน่าเสีย
มีไขมันบูด มีปลวกหรือแมลง สกปรกหรือปนเปื้อน มีสารอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเจือปนอยู่
หรือแสดงให้เห็นว่ามีความผิดปกติ
o เนื้อหรือผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ปีก
ปศุสัตว์ สัตว์หรือสัตว์น้ำที่ตายอันเนื่องจากเชื้อโรค ยาพิษ
และที่ไม่สามารถระบุสาเหตุได้
รวมทั้งที่ยังไม่ผ่านหรือไม่ผ่านการตรวจสอบและกักกันโรคโดยหน่วยงานกำกับดูแลเกี่ยวกับสุขภาพสัตว์
o อาหารที่ปนเปื้อนจากบรรจุภัณฑ์
คอนเทนเนอร์ หรือวิธีการขนส่ง
o อาหารที่หมดอายุ
หรือสินค้าที่บรรจุเรียบร้อยแล้วโดยปราศจากฉลาก
· กำหนดให้นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาจะต้องได้รับใบอนุญาตการผลิต
การกระจายสินค้า หรือบริการจัดเตรียมอาหารนอกสถานที่ก่อนที่จะดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง
· กระตุ้นให้ผู้ผลิตและผู้ค้าปฏิบัติตาม
GMP
และ HACCP เพื่อปรับปรุงระดับการจัดการด้านความปลอดภัยของอาหาร
· กำหนดให้ผู้ผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคแจ้งรายการวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต
เช่น ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย สารเร่งโต ยาฉีด
อาหารสัตว์และส่วนผสมให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกันก็ให้ผู้ผลิตอาหารตรวจสอบใบอนุญาตของซัพพลายเออร์และใบรับรองสินค้า
รวมทั้งจัดเก็บสถิติอย่างเป็นระบบเมื่อจัดซื้อวัตถุดิบ ส่วนผสมอาหาร
และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอาหาร
·
กำหนดให้ผู้ค้าอาหารตรวจสอบใบอนุญาตของซัพพลายเออร์และใบรับรองสินค้า
รวมทั้งสร้างและเก็บรักษาข้อมูลและสถิติอย่างเป็นระบบเมื่อจัดซื้อสินค้าอาหาร เช่น
ชื่อ ลักษณะพิเศษ ประมาณ วันผลิต อายุสินค้า ชื่อและข้อมูลติดต่อของซัพพลายเออร์
และวันจัดซื้อ
· กำหนดให้ผู้ค้าอาหารเก็บรักษาอาหารให้เป็นไปตามข้อบังคับเพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยของอาหาร
และระบุข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ณ จุดจัดเก็บอาหารเมื่อจัดเก็บรักษาสินค้า และ ณ คอนเทนเนอร์หรือด้านนอกของบรรจุภัณฑ์เมื่อจำหน่ายสินค้าในลักษณะเทกอง
· กำหนดให้สร้างระบบการเรียกคืนสินค้าอาหารในจีนที่ให้อำนาจผู้ผลิตสามารถหยุดการผลิต
เรียกคืนอาหาร แจ้งผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้บริโภคที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้งจัดทำสถิติเกี่ยวกับการเรียกคืนและการแจ้งใด ๆ
หากพบว่าอาหารดังกล่าวมิได้เป็นไปตามมาตรฐานฯ
5.
การทดสอบอาหาร
·
หน่วยงานทดสอบอาหารจะต้องได้รับการรับรองตามข้อบังคับของประกาศนียบัตรและใบรับรองตามที่กำหนดโดยกรมสุขภาพภายใต้คณะรัฐมนตรี
· กำหนดให้การทดสอบอาหารจะต้องเป็นไปอย่างอิสระ
และกรมควบคุมความ ปลอดภัยของอาหารไม่อาจยกเว้นการดำเนินการตรวจสอบอาหารได้
6.
การนำเข้าและส่งออกอาหาร
· กำหนดให้การนำเข้าและส่งออกอาหารและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอาหารจะต้องถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร
· กำหนดให้ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกอาหารจะต้องเก็บสถิติและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า
การส่งออก การขาย และอื่น ๆ ขณะที่ผู้ผลิตอาหารต่างชาติที่ส่งออกเข้ามายังจีนจะต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานตรวจสอบการนำเข้า-ส่งออก
7.
การดำเนินการกรณีเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหาร
· คณะรัฐมนตรีจะกำหนดแผนฉุกเฉินกรณีเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหาร
ขณะที่รัฐบาลระดับท้องถิ่นจะต้องดำเนินการในลักษณะเดียวกันในพื้นที่ที่รับผิดชอบโดยให้สอดคล้องกับกฎหมาย
กฎระเบียบ และแผนฉุกเฉินของรัฐบาลหน่วยเหนือและสถานการณ์ท้องถิ่น
· ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุด้านความปลอดภัยของอาหารในขั้นรุนแรง
รัฐบาลและกรมสุขภาพในระดับท้องถิ่นจะต้องรีบแก้ไขปัญหาและรายงานเหตุการณ์ให้รัฐบาลและกรมสุขภาพในระดับที่สูงขึ้นไปเพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในโอกาสแรก
8.
การกำกับและการจัดการ
·
รัฐบาลท้องถิ่นและระดับที่สูงขึ้นไปจะต้องจัดหน่วยงานด้านสุขภาพ
การกำกับคุณภาพ อุตสาหกรรมและพาณิชย์ และการจัดการอาหารและยา เพื่อพัฒนาแผนประจำปีเกี่ยวกับการกำกับและจัดการด้านความปลอดภัยของอาหารในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบและดำเนินการตามแผนที่กำหนด
· ให้อำนาจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทางด้านสุขภาพ
การกำกับคุณภาพ อุตสาหกรรมและพาณิชย์ และการจัดการอาหารและยาในการดำเนินการใด ๆ
เพื่อป้องกันและลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อสาธารณชน เช่น
การตรวจตราสถานที่ผลิตและจำหน่าย สุ่มตัวอย่างและทดสอบสินค้าที่ผลิตและจำหน่าย
การทบทวนสัญญา เอกสาร สมุดบันทึก และข้อมูลอื่น ๆ
การปิดและจำกัดการเคลื่อนย้ายอาหารที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานฯ วัตถุดิบ ส่วนผสมอาหาร
และผลิตภัณฑ์อาหารที่ผิดกฎหมาย
รวมทั้งอุปกรณ์และเครื่องมือที่ปนเปื้อนหรือใช้สำหรับการผลิตและการค้าที่ผิดกฎหมาย
และการปิดแหล่งผลิตและจำหน่ายอาหารที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานฯ
9.
บทลงโทษทางกฎหมาย
· กำหนดบทลงโทษผู้ผลิตและผู้ค้าที่ไม่ได้มาตรฐานฯ
หรือแหล่งผลิตและจำหน่าย รวมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ และอื่น ๆ
ที่เกี่ยวข้องไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ผ่านการตรวจสอบตามระดับความรุนแรงของเหตุการณ์แตกต่างกันออกไป
อาทิ
o ในกรณีที่มูลค่าของอาหารหรือสารผสมอาหารที่ผิดกฎหมายน้อยกว่า
10,000หยวน บทปรับอยู่ระหว่าง 2,000-50,000 หยวน
o ในกรณีที่มูลค่าของสินค้ามากกว่า
10,000 หยวน บทปรับจะอยู่ระหว่าง 5-10 เท่าของมูลค่าสินค้า
o ในกรณีที่เป็นความผิดร้ายแรง
กิจการจะถูกลงโทษให้ปิดการผลิตหรือการประกอบธุรกิจ หรือเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ
o ในกรณีที่กิจการไม่แก้ไขหรือไม่ปฏิบัติตามคำเตือนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
บทปรับจะอยู่ระหว่าง 2,000-20,000 หยวน และหากเป็นกรณีที่ร้ายแรง กิจการจะถูกลงโทษให้ปิดการผลิตหรือการประกอบธุรกิจ
หรือเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ
o ในกรณีที่กิจการถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการ
ผู้จัดการที่รับผิดชอบจะไม่ได้รับอนุญาตให้บริหารกิจกรรมด้านการผลิตหรือการค้าอาหารเป็นระยะเวลา
5 ปีนับแต่ลงโทษ
· กำหนดบทลงโทษของหน่วยงานตรวจสอบอาหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่จัดทำรายงานผลการตรวจสอบกรณีอาหารไม่ปลอดภัย
หน่วยงานต้นสังกัดหรือองค์กรที่ให้ใบอนุญาตจะต้องเพิกถอนประกาศนียบัตรดังกล่าว
ผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกถอดถอนหรือไล่ออกจากตำแหน่ง
โดยบุคคลเหล่านี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้เกี่ยวข้องกับงานตรวจสอบอาหารเป็นเวลา 10 ปี
10.
บทเสริม
· กฎหมายฉบับนี้ไม่มีผลย้อนหลัง
ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตหรือผู้ค้าที่ได้รับใบอนุญาตใด ๆ
ที่เกี่ยวข้องก่อนกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้
สามารถใช้สิทธิตามใบอนุญาตดังกล่าวได้จนถึงวันหมดอายุ
· กำหนดให้การจัดการด้านความปลอดภัยฯ
สำหรับผลิตภัณฑ์นม อาหารตัดต่อพันธุกรรม การฆ่าสุกร ไวน์
และเกลือธรรมชาติอยู่ภายใต้กฎหมายนี้จนกว่าจะมีกฎหมายเฉพาะ
สถานการณ์และปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับระบบการตรวจสอบอาหารของจีนในปัจจุบัน
ภายหลังจากการมีผลบังคับใช้ของกฎหมายดังกล่าว
คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้จัดตั้ง “คณะกรรมการด้านความปลอดภัยของอาหาร” (Food Safety
Commission) ขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 โดยมีรองนายกรัฐมนตรีหลี่
เค่อเฉียงเป็นประธานกรรมการ และมีผู้แทนของรัฐที่เกี่ยวข้องจากอีก 15
องค์กรร่วมอยู่ในคณะกรรมการ ประการสำคัญ
กฎหมายยังกำหนดให้องค์กรนี้มีอำนาจสูงสุดในการกำกับดูแลความปลอดภัยฯ ในจีน
โดยให้ทำหน้าที่เป็นองค์กรให้คำปรึกษาและประสานงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายและแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้
กฎหมายยังกำหนดให้กิจการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารต้องขอรับใบอนุญาตเฉพาะ
โดยจำแนกออกเป็น 3 ประเภท จากเดิมที่ต้องยื่นขอเพียง “ใบอนุญาตอาหารสุขลักษณะ”
(Food
Hygiene Certificate: FHC) จากกระทรวงสาธารณสุขเพียงฉบับเดียว
ใบอนุญาตทั้งสามประเภทใหม่นี้ได้แก่ “ใบอนุญาตผลิตอาหาร” (Food
Production Certificate: FPC) “ใบอนุญาตจัดจำหน่ายอาหาร” (Food
Distribution Certificate: FDC) และ “ใบอนุญาตบริการเตรียมอาหารนอกสถานที่”
(Catering Service Certificate: CSC)
โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตดังกล่าวจากสำนักงานกำกับคุณภาพ ตรวจสอบ และกักกันโรค (The General Administration of
Quality Supervision, Inspection and Quarantine: AQSIQ) องค์การอุตสาหกรรมและพาณิชย์
และองค์การอาหารและยา ตามลำดับย
แม้ว่ารัฐบาลจีนได้พยายามเร่งออกกฎระเบียบและแนวปฏิบัติมากมายเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหานี้มาระยะหนึ่งแล้ว
แต่ดูเหมือนว่าจีนจะยังเผชิญกับปัญหาอื่นที่สลับซับซ้อนอยู่อีกมากมาย
การผลักดันให้เกิดการยอมรับและเชื่อมั่นในคุณภาพอาหารที่ผลิตขึ้นในจีน
ทั้งจากผู้บริโภคภายในและต่างประเทศจึงเป็นเสมือน “การเดินทางไกล”
ที่รัฐบาลและเอกชนจีนต้องมุ่งหน้าฟันฝ่าต่อไป
แม้กระทั่งในจีนเอง
ระดับความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการดำเนินมาตรการต่าง ๆ
ของรัฐบาลก็ดูจะไม่ดีขึ้น เพราะงานวิจัยหนึ่งที่เก็บตัวอย่างภายหลังการออกกฎหมายความปลอดภัยของอาหารเมื่อปี
2552
ระบุว่า ร้อยละ 60 ของผู้ตอบแบบสอบถามแสดงความเห็นว่า
“ไม่เชื่อมั่น” ว่ากฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้สถานการณ์อาหารไม่ปลอดภัยดีขึ้น
ขณะที่พลเมืองเน็ต (Netizen) ในจีนก็ยังรู้สึกว่า
ปัญหานี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความล้มเหลวของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการควบคุมและดูแลให้เกิดประสิทธิภาพ
และเมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์แห่งชาติอย่าง CCTV ได้มีรายงานข่าวว่า ผู้บริโภคชาวจีนที่ตอบแบบสอบถามเชื่อว่า ร้อยละ 60
ของส่วนผสมอาหารที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาดยังไม่สามารถตรวจจับในทางเทคนิคได้
นอกเหนือจากปัญหาด้านเจ้าหน้าที่ของรัฐในเชิงคุณภาพแล้ว
จีนยังประสบปัญหาอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพสินค้าในเชิงปริมาณ
ปัจจุบัน จีนมีเจ้าหน้าที่เหล่านี้อยู่เพียงประมาณ 220,000 คนทั่วประเทศ แต่ต้องรับผิดชอบดูแลทั้งด้านการตรวจสอบคุณภาพการผลิตและสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชนราว
1,400 ล้านคน
จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยฯ
ระบุว่า ปัจจุบัน จีนมีเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์จำนวนถึง 200 ล้านคน
ผู้ค้าปลีกอาหารจำนวน 4.3 ล้านราย และร้านอาหารประมาณ 2.1 ล้านแห่ง
ไม่นับรวมถึงร้านขายอาหารขนาดเล็กและหาบเร่แผงลอยตามถนนอีกจำนวนมหาศาล นอกจากนี้
อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารในจีนยังมีจำนวนมากถึง 500,000 ราย
ในจำนวนนี้ร้อยละ 80 ของผู้แปรรูปอาหารยังประกอบการมาเป็นเวลาไม่ถึง 10 ปี
และขาดประสบการณ์และวินัยในการดำเนินธุรกิจในระดับเดียวกับกิจการขนาดใหญ่ที่อยู่ในวงการมาเป็นเวลานาน
ทำให้การกำกับควบคุมเพื่อให้มั่นใจว่าอุตสาหกรรมอาหารปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารไม่ใช่สิ่งที่ง่าย
ทั้งนี้เนื่องจากจำนวนและลักษณะเฉพาะของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง
ผู้แปรรูปอาหารมีจำนวนมากและส่วนใหญ่ยังเป็นกิจการรายย่อยอีกด้วย
ข้อมูลจากสื่อสิ่งพิมพ์หลายฉบับยังสะท้อนว่า
เครื่องมือและอุปกรณ์ในการตรวจสอบก็ยังขาดแคลนและไม่ทันสมัยเท่าที่ควร
จีนจึงจำเป็นต้องเร่งขยายทีมงานและปรับปรุงเครื่องมือและอุปกรณ์ด้านการตรวจสอบขนานใหญ่ในช่วง
3-5 ปีข้างหน้า กอรปกับระบบการกำกับตรวจสอบที่ไม่เป็นระบบและครบวงจร ทำให้ยังไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทันท่วงที
นอกจากนี้
ปัญหาใหญ่ยังรวมถึงการมีกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรฐานในด้านนี้หลายฉบับและสลับซับซ้อนมาก
โดยให้อำนาจหน้าที่กับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องถึงราว 10 องค์กรระดับชาติ ไล่ตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุข
องค์การอาหารและยา องค์การยา (The State Drug
Administration: SDA) กระทรวงเกษตร (Ministry of Agriculture) SAIC
กระทรวงความมั่นคงของสาธารณชน (Ministry of Public Security) AQSIQ กระทรวงพาณิชย์
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Ministry
of Science and Technology) สำนักงานคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยด้านอาหาร (Office of
Food Safety Commission) และสถาบันด้านโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหาร (The National Institute of Nutrition and Food Safety) เข้ามาช่วยกันกำกับดูแลเรื่องนี้
แน่นอนว่าในเชิงโครงสร้างแล้ว ไม่มีหน่วยงานใดดังกล่าวที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จทุกขั้นตอน
แต่กลับมีขอบเขตอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบที่ทับซ้อนกันมากมาย
แม้ว่าในปี 2546 สภาประชาชนจีนได้ให้ความเห็นชอบในการจัดตั้งองค์การอาหารและยา
โดยหวังให้หน่วยงานนี้ดูแลรับผิดชอบในเรื่องนโยบายความปลอดภัยของอาหารและการควบคุมความปลอดภัยของอาหารแบบเบ็ดเสร็จก็ตาม
แต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการอาหารในเวลาต่อมากลับเห็นว่า
กฎหมายด้านอาหารและยาที่ออกในครั้งนั้นถูกกำหนดขึ้นเฉพาะกิจโดยปราศจากหลักการสำคัญของกฎหมายพื้นฐานด้านอาหารหรือสอดคล้องกับเจตนารมย์เดิมที่กำหนดไว้
ทำให้ความคาดหวังที่จะให้องค์การอาหารและยาที่จัดตั้งขึ้นใหม่เป็นแกนหลักในการจัดการเรื่องนี้จึงไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
แม้กระทั่งกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยฯ
ฉบับล่าสุดที่ได้รับการปรับปรุงอย่างมากก็ยังไม่อาจครอบคลุมหรือใช้เป็นกฎหมายหลักได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ดังจะเห็นได้จากสาระในมาตราที่ 3 ของหมวดทั่วไปของกฎหมายดังกล่าวที่ระบุว่า “Food
producers and traders shall strictly follow relevant laws, regulations and food
safety standards in their business activities, be responsible for the public,
ensure the food safety, receive the supervision of the public and bear the
social responsibility.” ซึ่งสะท้อนว่า รัฐบาลจีนยังคงให้ความสำคัญกับกฎหมาย
กฎระเบียบ และมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหารที่มีอยู่เดิม ส่งผลให้แต่ละองค์กรที่มีอยู่เดิมยังคงต้องใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่กำกับควบคุมในเรื่องนี้ต่อไป
นี่ยังไม่นับรวมองค์กรในระดับมณฑลและเมืองที่กำกับดูแลด้านการผลิตและการจัดจำหน่ายในท้องถิ่นอีกเป็นจำนวนมาก
สิ่งเหล่านี้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและผู้บริโภคไปพร้อมกัน
โดยมีเสียงบ่นจากผู้ประกอบการของจีนและต่างชาติที่ส่งออกหรือผลิตสินค้าในจีนเป็นจำนวนมากว่า
กิจการของตนเองโดนหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบกระบวนการผลิตอย่างซ้ำซ้อนไม่เว้นแต่ละเดือนจนแทบไม่มีเวลาจะคิดและวางแผนทำงานอื่นกันแล้ว
ขณะที่ผู้บริโภคเองต่างก็สับสนว่า เวลาเผชิญกับปัญหาอาหารปนเปื้อน ตนเองควรจะร้องเรียนกับหน่วยงานของรัฐใด
หรือหากเกิดปัญหาในเรื่องนี้ หน่วยงานใดจะเป็นแกนหลักในการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
และปัญหาขนาดไหนจึงจะจัดว่าอยู่ในระดับที่ “ใหญ่”
ปัญหาทุเลาลงหรือรุนแรงมากขึ้น
อันที่จริงแล้ว
นับแต่มีกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของอาหารเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาก็พบว่า
มาตรฐานและขั้นตอนการตรวจสอบอาหารของจีนได้รับการปรับปรุงขึ้นมาก โดยเฉพาะนับแต่ปี
2553 โดยนายผู่ ฉางเฉิง (Pu
Changcheng) ผู้ช่วยรัฐมนตรี AQSIQ ได้ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ไว้ว่า
ในปี 2553 มากกว่าร้อยละ 96 ของสินค้าเกษตรกรรม ตั้งแต่พืช ผัก
ผลไม้ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์และประมง ผ่านมาตรฐานการตรวจสอบของ AQSIQ ซึ่งสูงกว่าระดับตัวเลขเมื่อปี 2544 ถึงกว่าร้อยละ 30
นอกจากนี้ AQSIQ
ยังให้ข้อมูลอีกว่า
หากพิจารณาจากบทลงโทษผู้นำเข้าสินค้าอาหารของจีนที่ละเมิดกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของอาหารก็พบว่า
สินค้าอาหารส่งออกของจีนมีคุณภาพสูงกว่าของสินค้านำเข้าเสียอีก ซึ่งอาจช่วยสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภคชาวจีนได้ในระดับหนึ่ง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนโดยสำนักงานกำกับความปลอดภัยด้านอาหารแห่งชาติได้แถลงข่าวเกี่ยวกับการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของอาหารในทุกขั้นตอนของ ห่วงโซ่อุปทาน (Supply
Chain) รวมจำนวน 130,000 คดีในปี 2553 โดยตรวจพบอาหารที่เข้าข่ายไม่ปลอดภัย
43,000 กรณีคิดเป็นมูลค่าถึง 650 ล้านหยวน เพิกถอนใบอนุญาตการผลิต 5,654 ราย
เรียกคืนใบอนุญาตการส่งออก 706 ราย จับกุมและลงโทษผู้กระทำผิดจำนวน
248 คน ในจำนวนนี้เป็นคดีที่รุนแรงเข้าข่ายการเป็นอาชญากรจำนวน 115 ราย แต่โชคดีที่ไม่มีคดีใหญ่ที่รุนแรงเกิดขึ้น
ทั้งนี้ ในปี 2553 มีกรณีศึกษาเกี่ยวกับการปนเปื้อนของอาหารในจีนที่น่าสนใจ ดังนี้
·
การปิดโรงงานผลิตก๋วยเตี๋ยว
17 แห่งในมณฑลกวางตุ้งที่ตรวจพบว่าผลิตภัณฑ์มีน้ำหมึกและแว๊กซ์ (ขี้ผึ้ง) ผสมอยู่
·
การตรวจพบผู้ป่วยจำนวนหลายร้อยรายภายหลังการบริโภคเนื้อหมู
และการร้องเรียนว่า เนื้อหมูที่ซื้อจากร้านมีลักษณะ “เรืองแสง”
·
การจับกุมนมผงจำนวน 64
ตันที่มีส่วนผสมของสารเมลามีนในระดับที่สูงกว่าที่กำหนดถึง 500 เท่า
·
เจ้าหน้าที่จำนวน 191
รายถูกลงโทษจากความหย่อนยานในการปฏิบัติหน้าที่การใช้บังคับกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหาร
และในจำนวนนี้ 26 คนถูกลงโทษถึงขั้นไล่ออก
นอกจากนี้
ภายหลังปัญหาสารปนเปื้อนประทุขึ้นอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา
กระทรวงเกษตรและกรมที่เกี่ยวข้องยังได้เริ่มดำเนินโครงการรณรงค์ระยะเวลา 1
ปีเพื่อลดเลิกการผลิต การขาย และการใช้สารผสมอาหารที่ผิดกฎหมาย และเริ่มตรวจสอบห่วงโซ่การผลิตเนื้อ
ตั้งแต่การดูแลแม่พันธุ์และลูกหมู ไปจนถึงการฆ่า และการจัดจำหน่ายสินค้าสำเร็จรูป
นายสูว
หู่ (Xu
Hu) ผู้บริหารของกระทรวงความมั่นคงของสาธารณชนกล่าวในระหว่างการประชุมหารือเมื่อวันที่
13 มิถุนายน ที่ผ่านมาว่า กระทรวงฯ ยังได้เริ่มแคมเปญรณรงค์ต่อต้านการใช้สารเร่ง เนื้อแดงในหมู
ซึ่งตรวจพบสารดังกล่าวขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ณ มณฑลเหอหนาน
อันส่งผลให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การขาย และการใช้สารดังกล่าวจำนวนกว่า
2,000 คนต้องถูกจับกุมตัว และผู้ผลิตสารเคมีดังกล่าวรายใหญ่ถูกตัดสินประหารชีวิต
(แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี)
และนับแต่ต้นปี 2554
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนได้เดินหน้าตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารอย่างจริงจัง
โดยมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจสรุปได้ดังนี้
· ที่ดินเพื่อการเกษตรและธัญพืชมากกว่า 12
ล้านตันของจีนปนเปื้อนกับมลพิษโลหะอันตราย โดยเฉพาะในมณฑลยูนนาน กวางตุ้ง
และกวางสี
· การเจตนาใส่สารพิษในนมในก่านซู่ทำให้เด็กเสียชีวิต 3 รายและอีก 36
คนล้มป่วย
· การตรวจจับถั่วงอกปริมาณถึง 40 ตันที่มีสารเคมีที่เป็นอันตราย อาทิ
โซเดียมไนไตร้ท์ ยูเรีย แอนตี้ไบโอติก และสารเร่งโตปนเปื้อนอยู่ในนครเสิ่นหยาง
· เจ้าหน้าที่มณฑลกวางตุ้งตรวจพบหมูปนเปื้อนสารเคมีอันตรายจำนวนถึง
16 ตัน
· นมผงผสมเมลามีนจำนวน 26
ตันถูกตรวจจับได้ในบริษัทที่ตั้งอยู่ที่นครฉงชิ่ง โดยบริษัทให้การว่าได้ซื้อสินค้าราคาพิเศษจากบริษัทที่ตั้งอยู่ในกวางสี
และได้สั่งลงโทษจำคุกตลอดชีวิตผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 คน
·
เกษตรกรในมณฑลเจียงซูรายงานว่ามีแตงโมระเบิดเป็นจำนวนมาก
สาเหตุเนื่องจากการใช้สารเร่งโตมากเกินขอบเขต
การยกระดับมาตรฐาน
... รัฐบาลจีนมีภูเขาลูกใหญ่กองอยู่ตรงหน้า
ปัญหาพื้นฐานของความไม่ปลอดภัยของอาหารในจีนเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ
ตั้งแต่การขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง และการเก็บเกี่ยว
ดังจะเห็นได้จาก การตรวจพบว่าเกษตรกรของจีนใช้สารเคมีหลายอย่างที่ไม่จำเป็นในผลผลิตขั้นสุดท้าย
หรือขาดความระมัดระวังใช้ในปริมาณที่มากเกินไป โดยเข้าใจว่าสารเคมีเหล่านี้จะช่วยเพิ่มคุณภาพและความปลอดภัยในผลผลิตของตน
อาทิ กรณีของแตงโมระเบิดที่เกษตรกรจีนใช้สารเคมีมากเกินระดับเพื่อเร่งให้ผลผลิตใหญ่
และหวังว่าจะมีส่วนช่วยให้คุณภาพหรือรสชาติของแตงโมดีขึ้น
อีกปัญหาหนึ่งได้แก่
แรงกดดันด้านราคาจากผู้สั่งซื้อสินค้าของทั้งในและต่างประเทศท่ามกลางการพัฒนาของเทคโนโลยีการผลิตสารเคมีใหม่
และมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารโลกที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
ในกรณีของจีน
ความละโมภและการขาดจริยธรรมในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการท้องถิ่นดูจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
โดยพบว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากมีลักษณะเป็น “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” ทั้งที่มีกรณีตัวอย่างอย่างชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบเชิงธุรกิจที่รุนแรงจากการใช้สารเคมีที่ผิดกฎหมาย
โดยเฉพาะกรณีการใช้สารผสมอาหารผิดกฎหมายได้ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจเครือซานลู่ (Sanlu
Group)
ผู้ผลิตนมผงรายใหญ่ที่สุดของจีน จนถึงกับล้มละลายไปเมื่อปี 2551 และกลุ่มธุรกิจเครือชวงหุ่ย
(Shuanghui Group) ผู้แปรรูปเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุดของจีน
ประสบกับการขาดทุนอย่างประเมินค่ามิได้ ขณะที่เทคโนโลยียังคงรุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง
แต่จริยธรรมในการประกอบการมิได้รับการพัฒนาให้สูงขึ้นตามไปด้วย
ปัญหาความไม่ปลอดภัยของอาหารในจีนจึงยังคงเป็นปัญหา “โลกแตก” ต่อไป
การแก้ไขปัญหาที่ใหญ่และกว้างขวางเช่นนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรมจึงจำเป็นต้องอาศัยองคาพยพในทุกส่วนเข้ามาทวีกำลังกัน
ตั้งแต่ด้านงบประมาณ ผู้บริหารและบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจ ประสบการณ์
และวิสัยทัศน์ และความร่วมมือและจริงใจของภาครัฐและเอกชน รวมทั้งภาคประชาชนที่ต้องเป็นหูเป้นหาสอดส่องและรายงานเกี่ยวกับสิ่งผิดปกติที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนมาตรการสนับสนุนส่งเสริมและมาตรการลงโทษที่เฉียบขาด ต่อเนื่อง (ระยะเวลา)
และครบวงจร
นายจิน
ฟาจง (Jin
Fazhong) รองอธิบดีกรมคุณภาพสินค้าและการกำกับความปลอดภัย
(Department of Product Quality and Safety Monitoring) ของกระทรวงเกษตรกล่าวว่า
“ความพยายามของจีนที่ผ่านมาในการปรับปรุงระบบและมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารให้ทันสมัยดูจะสูญเปล่าหากรัฐบาลไม่เดินหน้าในการดำเนินมาตรการต่อสู้ภัยคุกคามใน
3 ด้านสำคัญ ได้แก่ สารตกค้างในยาฆ่าแมลง สารผสมอาหารที่ผิดกฎหมาย และความปลอดภัยด้านการผลิตและมาตรฐานคุณภาพอาหาร”
โดยได้แนะนำว่า ในส่วนของการขจัดสารตกค้างในยาฆ่าแมลง
จีนควรรับเอาระบบการออกใบอนุญาตด้านการผลิตสารเคมีที่เข้มงวดมาใช้บังคับ
และกำกับตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรใช้สารเคมีที่ถูกต้องตามกฎหมายตามตารางเวลาที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดเพื่อให้สารตกค้างอยู่ในระดับที่ปลอดภัยและยอมรับได้
นอกจากนี้ ยังควรนำเอาระบบการลงรหัสและการติดตามสินค้าเกษตรมาเริ่มใช้อย่างจริงจัง
การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการผลิตและการปรับปรุงคุณภาพสินค้ายังนับว่ามีความจำเป็น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการใช้สารผสมอาหารที่ปลอดภัยและเหมาะสม โดยนายจินฯ ได้กล่าวเสริมว่า
“ปฏิกริยาของสาธารณชนต่อเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า เราจำเป็นต้องเปิดกว้างและโปร่งใสในเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับสารผสมอาหารดังกล่าว
เราต้องนำเสนอข้อควรปฏิบัติอันเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคและการฝึกอบรมและบริการด้านเทคโนโลยีที่มากเพียงพอแก่ผู้บริโภคและเกษตรกร
การจัดหาข้อมูลวิธีการผลิตและการบริโภคที่เหมาะสมจะถูกจัดความสำคัญไว้เป็นถัดไปเพื่อช่วยเพิ่มความตระหนักรู้ของสาธารณชน”
ในการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยของอาหาร
... ดูเหมือนรัฐบาลจีนจะมีภูเขาลูกใหญ่ขวางหน้าอยู่เสียแล้ว
สิ่งที่ไทยควรดำเนินการ
... ใส่เกียร์เดินหน้า
ปัญหาด้านความปลอดภัยของอาหารของจีนดูจะสลับซับซ้อนมากขึ้นและส่งผลกระทบในวงกว้างสู่เวทีการค้าระหว่างประเทศ
โดยในระยะหลังนี้ หลายฝ่ายได้สังเกตเห็นว่ารัฐบาลจีนเริ่มนำเอาประเด็นมาตรฐานอาหารที่สูงขึ้นมาเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี
(Non-Tariff
Barriers) กับสินค้านำเข้า
จากการสัมภาษณ์ผู้ส่งออกสินค้าอาหารชั้นนำของไทยที่ส่งออกไปยังตลาดจีนก็พบว่า
นับแต่ต้นปีที่ผ่านมา CIQ ของจีนใช้ระยะเวลานานขึ้นในการพิจารณาอนุมัติตรวจปล่อยสินค้าต่างประเทศเข้าสู่ตลาด จีน บางรายใช้เวลามากกว่า 3
เดือนทำให้สินค้ามีอายุเหลืออยู่บนชั้นวางของสั้นลงหรืออาจไม่เพียงพอที่ช่องทางจัดจำหน่ายจะจัดสินค้าขึ้นชั้นได้ก็มี
เล่นเอาผู้ประกอบการต่างชาติจำนวนมากต่างพยายามร้องเรียน (ไม่ออก) ในเหตุการณ์ที่สินค้าส่งออกของตนโดนเจ้าหน้าที่ของ
CIQ
ในแต่ละพื้นที่ใช้ดุลยพินิจอย่างมากในการพิจารณาตรวจสอบความถูกต้องและเหมาะสมของสินค้านำเข้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
ตั้งแต่เรื่องความถูกต้องของฉลาก และคุณภาพของบรรจุภัณฑ์และสินค้าภายใน
ทั้งที่ผู้ประกอบการเหล่านั้นนำเข้าสินค้าของตนเองเข้าสู่ตลาดมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม
ดังนั้น ผู้ส่งออกสินค้าอาหารของไทยสู่ตลาดจีนจึงจำเป็นต้องระมัดระวังและให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยเช่นกัน
แม้ว่าปัญหาอาหารไม่ปลอดภัยของจีนจะดูใหญ่และกว้างขวาง
แต่ผมก็อยากเรียนเตือนรัฐบาลและผู้ส่งออกของไทยว่าอย่าได้ชะล่าใจไป
ความพร้อมและความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลจีนที่ส่งสัญญาณออกมาผ่านนโยบายก็ดี
แผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 12 ก็ดี และกลไกต่าง ๆ ในระยะหลังสะท้อนว่า
รัฐบาลจีนให้ความสำคัญและต้องการแก้ไขปัญหานี้ให้ลุล่วงเพื่อเตรียมสร้างสถานะในการเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารชั้นนำของโลกในที่สุด
ด้วยบทบาทและกลไกภาครัฐที่ยังมีอิทธิพลและประสิทธิภาพสูงมากในจีน สถานการณ์วิกฤติดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงดุจพลิกฝ่ามือในระยะเวลาอันสั้น
นอกจากนี้
ความมั่งคั่งที่แพร่กระจายอย่างไม่หยุดยั้งในจีนซึ่งทำให้ชาวจีนมีฐานะดีขึ้นไม่เว้นแต่ละวันก็เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้รสนิยมและพฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ชาวจีนที่มีฐานะปานกลางและฐานะดีต่างห่วงใยในสุขภาพของตนเองและครอบครัว และยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อเลือกซื้อหาสินค้าอาหารนำเข้าที่มีคุณภาพดี
หรือแม้กระทั่งเดินทางไปถึงฮ่องกงเพื่อมองหาสินค้าอาหารทางเลือกใหม่ที่อุ่นใจเพิ่มมากขึ้น
ในด้านอุปทาน
ผู้ผลิตสินค้าอาหารของจีนจำนวนมากต่างปรับตัวและเตรียมความพร้อมในการก้าวขึ้นท้าชิงตำแหน่งกับสินค้าของต่างชาติ
ผมยังสังเกตเห็นช่องทางจัดจำหน่ายอาหารสมัยใหม่ในจีน โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อและซุปเปอร์มาร์เก็ตที่หันมาจับตลาดระดับบนกันมากขึ้น
ช่องทางจัดจำหน่ายอย่างของเจนนี่ ลัวส์ (Jenny Luo’s) โอเล่ (Ole’) บีเอชจี
มาร์เก็ตเพลส (BHG Market Place) ซิตี้ซุปเปอร์มาร์เก็ต (City
Supermarket) แจแปนพลาซ่า (Japan Plaza) และน้องใหม่ล่าสุดอย่างบาซาร์
(Bazaar) ของธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ กำลังผุดขึ้นและสยายปีกไปยังแหล่งชุมชนทั่วเมืองใหญ่ของจีนอย่างปักกิ่ง
เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น และอื่นๆ กันเพิ่มขึ้นทุกขณะ
ประการสำคัญ ชาวจีนและชาวต่างชาติในจีนล้วนมุ่งหน้าเข้าเลือกซื้อหาสินค้าคุณภาพจากซุปเปอร์มาร์เก็ตเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ
ดังนั้น ผู้ประกอบการอาหารของไทยจึงควรเร่งขยับขยายกิจการเข้าสู่ตลาดจีน หรือสร้างช่องทางในการรับรู้ทิศทางและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของรสนิยมและพฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนอย่างใกล้ชิดและรวดเร็ว
ความต้องการเป็น
“ครัวของโลก” ที่ประเทศไทยใฝ่ฝันกำลังจะถูกท้าทายอีกครั้ง …โดยสินค้าอาหารของจีน
-------------------------------------------
รวบรวมและเรียบเรียงโดย
ดร.
ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร
อัครราชทูต
(ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงปักกิ่ง
1
สิงหาคม 2554