ลิ้งค์เครือข่ายไทย-จีน

Copyright

บทความเศรษฐกิจ

สรุป 10 ข่าวเศรษฐกิจสำคัญของจีนในรอบปี 2554

โพสต์18 ม.ค. 2555, 18:26โดยWebmaster Team

ในห้วงปีที่ผ่านมา มีข่าวคราวความเคลื่อนไหวมากมายในจีน “Beijing Review” วารสารรายสัปดาห์ชั้นนำของจีน ได้จัดลำดับ 10 ข่าวเศรษฐกิจสำคัญไว้ ดังนี้

1.การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของจีนเติบโตในอัตราร้อยละ 9.1 ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2554 เมื่อเทียบกับของช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ลดลงจากร้อยละ 9.7 และร้อยละ 9.5 ในไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปี 2554 ตามลำดับ การชะลอตัวลงดังกล่าวเป็นผลมาจากนโยบายการมุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในเชิงคุณภาพของรัฐบาลและการลดแรงกดดันของเงินเฟ้อ ดังจะเห็นได้ว่า ดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคลดลงจากร้อยละ 6.5 ในเดือนกรกฎาคม เหลือร้อยละ 5.5 ในเดือนพฤศจิกายน

ขณะเดียวกัน การส่งออกในปี  2554 ที่เคยเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็เริ่มอ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด ในเดือนพฤศจิกายน 2554 การส่งออกของจีนมีมูลค่ารวม 174,460 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.8 และเป็นอัตราการขยายตัวต่ำที่สุดนับแต่เดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

2.การครบรอบ 10 ปีของการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก วันที่ 11 ธันวาคม 2554 นับเป็นการครบรอบ 10 ปีของการที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก ในอันดับที่ 143 นับแต่นั้นมา มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง และก้าวจากอันดับที่ 6 ในปี 2544 ขึ้นไปอยู่อันดับที่ 2 ในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน อัตราอากรโดยรวมลดลงจากร้อยละ 15.3 เหลือร้อยละ 9.8 ซึ่งต่ำกว่าอัตราที่องค์การการค้าโลกกำหนดใช้กับของประเทศกำลังพัฒนา จีนยังเปิดหน่วยงานเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าถึง 100 แห่ง ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับของประเทศพัฒนาแล้ว

นอกจากนี้ จีนยังปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบด้านการค้าให้สอดคล้องกับพันธะสัญญาขององค์การการค้าโลก โดยรัฐบาลกลางได้ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบถึงกว่า 2,300 ฉบับ ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นได้ดำเนินการแก้ไขกฎระเบียบมากกว่า 190,000 ฉบับ

3.ภาษีรายได้ลดลง รัฐบาลจีนได้ปรับปรุงกฎหมายภาษี โดยปรับโครงสร้างเงินได้ขั้นต่ำที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเดือนละ 2,000 หยวนเป็น 3,500 หยวน และลดอัตราภาษีเงินได้จากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 3 สำหรับผู้ที่เงินได้ระหว่าง 3,500-4,500 หยวนต่อเดือน

ภายใต้กฎหมายภาษีเงินได้ฉบับใหม่ ร้อยละ 7.7 ของผู้ที่มีเงินได้จะต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ลดลงจากร้อยละ 28 และจำนวนผู้เสียภาษีเงินได้ฯ ลดลงจาก 84 ล้านคนเหลือ 24 ล้านคน ประการสำคัญ มาตรการดังกล่าวยังได้ช่วยลดภาระภาษีของคนที่มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางเพื่อช่วยชดเชยค่าครองชีพที่สูงขึ้นอันเนื่องจากเงินเฟ้อ และขณะเดียวกันก็ลดความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจนโดยการเพิ่มภาษีแก่คนที่มีรายได้สูง

4.การออกพันธบัตรสกุลเงินหยวน เมื่อเดือนตุลาคม 2554 กระทรวงการคลังของจีนได้ออกมาตรการที่อนุญาตให้รัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เมืองเซินเจิ้น (Shenzhen) และมณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang) และมณฑลกวางตุ้ง (Guangdong) สามารถออกพันธบัตรได้ แต่ทั้งนี้ มูลค่ารวมในปี 2554 จะต้องไม่เกิน 22,900 ล้านหยวน

มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะเป็นการผ่อนคลายข้อจำกัดทางการคลังและลดปัญหาหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จากข้อมูลของสำนักงานตรวจสอบแห่งชาติ หนี้สิ้นของรัฐบาลท้องถิ่น ณ สิ้นปี 2553 มีมูลค่ารวมถึง 10.7 ล้านล้านหยวน คิดเป็นร้อยละ 27 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

5.การเป็นที่ยอมรับในระดับสากลของเงินหยวน ประกาศฉบับที่ 1 ของธนาคารแห่งชาติจีนซึ่งออกเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2554 อนุญาตให้ธุรกิจและสถาบันการเงินของจีนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถโอนจ่ายเงินเพื่อการลงทุนโดยตรงของต่างประเทศในจีนในสกุลเงินหยวน ซึ่งนับเป็นมาตรการที่สานต่อการเพิ่มความต้องการการของเงินหยวนและสร้างความเป็นสากลของเงินหยวนในการลงทุนระหว่างประเทศ จากเดิมที่ใช้เงินหยวนเพื่อชำระเงินด้านการค้าระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งชาติจีนยังออกกฎระเบียบเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศในรูปเงินหยวน ซึ่งนับเป็นอีกย่างก้าวหนึ่งในการส่งเสริมการใช้เงินหยวนข้ามประเทศ ในช่วง 2 เดือนหลังจากนั้น จีนได้อนุมัติเม็ดเงินลงทุนโดยตรงในต่างประเทศคิดเป็นมูลค่ารวมถึง 16,500 ล้านหยวน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2554 คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์แห่งชาติ (China Securities Regulatory Commission) ธนาคารกลาง และสำนักงานบริหารจัดการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแห่งชาติ (State Administration of Foreign Exchange) ยังได้ออกโครงการนำร่องสำหรับ “นักลงทุนระดับสถาบันของต่างประเทศในรูปเงินหยวน” เพื่ออนุญาตให้นักลงทุนของกองทุนในรูปเงินหยวนของต่างประเทศลงทุนในหลักทรัพย์ของจีนได้

ทั้งนี้ สาขาของบริษัทจัดการกองทุนของฮ่องกงสามารถใช้เงินกองทุนที่ระดมในฮ่องกงเพื่อการลงทุนในหลักทรัพย์จีนแผ่นดินใหญ่ภายในกรอบวงเงินที่กำหนดได้ ขณะเดียวกัน อัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนก็เป็นไปตามกลไกของตลาดมากขึ้น โดย ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน เงินหยวนเพิ่มค่าขึ้นเป็น 6.3165 ต่อเหรียญสหรัฐฯ ทำให้เงินหยวนเพิ่มค่าขึ้นร้อยละ 4.6 เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2554 แต่ ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน เงินหยวนได้ลดค่าลง 12 วันทำการต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวระบุว่าอัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนเป็นไปตามอุปสงค์ของตลาด มิใช่ว่าถูกควบคุมโดยรัฐบาล

6.การจำกัดการซื้อที่พักอาศัย เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2554 คณะรัฐมนตรีของจีนได้อนุมัติให้ดำเนินมาตรการควบคุมตลาดอสังหาริมทรัพย์ นอกเหนือจากการควบคุมราคาอสังหาริมทรัพย์เป้าหมายแล้ว รัฐบาลยังปรับเพิ่มอุปทานอสังหาริมทรัพย์ในระดับราคาที่ไม่แพงและบ้านเช่าในโครงการของรัฐ เพิ่มอุปทานที่ดิน และมาตรการภาษีที่เข้มงวดขึ้น ประการสำคัญ คณะรัฐมนตรียังมีมาตรการจำกัดการถือครองที่พักอาศัยในเมืองใหญ่หรือในเมืองที่ราคาที่พักอาศัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

วันที่ 12 กรกฎาคม 2554 คณะรัฐมนตรียังกำหนดให้เมืองที่ได้ดำเนินมาตรการควบคุมตลาดอสังหาริมทรัพย์แล้ว ดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ขณะเดียวกันก็กำหนดให้เมืองรองระดับที่ 2 และที่ 3 ที่ราคาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สามารถออกมาตรการที่จำเป็นเพื่อจำกัดการซื้อหาที่พักอาศัยได้

ในช่วงปลายปี มาตรการดังกล่าวเริ่มผลิดอกออกผล อุปทานของที่พักอาศัยที่เหลืออยู่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ราคาบ้านดิ่งลง และยอดการซื้อขายลดลง จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ราคาที่พักอาศัยใหม่ในเดือนพฤศจิกายนใน 49 เมืองจากจำนวน 70 เมืองหลักลดลง เพิ่มขึ้นจาก 34 เมืองในเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา

ท่านเวิน เจียเป่า (Wen Jiabao) นายกรัฐมนตรีของจีนได้กล่าวในเดือนพฤศจิกายนว่า มาตรการควบคุมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะยังคงมีอยู่เพื่อปล่อยให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงสู่ระดับที่เหมาะสมหลายเมือง อาทิ ปักกิ่ง (Beijing) และเซี่ยงไฮ้ ได้ประกาศว่า การจำกัดการซื้อบ้านจะยังมีผลในปี 2555

7.มาตรการสนับสนุน SMEs ในช่วงปีที่ผ่านมา SMEs ของจีนประสบปัญหาในหลายด้าน การควบคุมสินเชื่อของสถาบันการเงินเพื่อลดเงินเฟ้อส่งผลให้ SMEs จำนวนมากต้องเผชิญกับความเสี่ยงในเรื่องกระแสเงินสด อุปสงค์จากต่างประเทศและตลาดภายในประเทศที่ชะลอตัวยังทำให้ SMEs ที่กู้ยืมเงินจากนอกระบบ ไม่สามารถทนแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยในอัตราที่สูงได้ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2554 SMEs จำนวนมากในซีกตะวันออกของจีนต่างต้องปิดกิจการลงเป็นจำนวนมาก

เจ้าของ SMEs ในเมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียงจำนวนหลายรายต้องปิดกิจการหนีภาระหนี้สิน สำนักข่าวซินหัว (Xinhua News Agency) ของจีนรายงานว่า ระหว่างเดือนเมษายน-กันยายน 2554 ผู้บริหารอย่างน้อย 90 รายในเวินโจว (Wenzhou) หนีหายไป ส่งผลให้กิจการต้องปิดตัวลง ในเดือนกันยายนเพียงเดือนเดียว เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ถึง 26 ราย

เพื่อสนับสนุนกิจการดังกล่าวในด้านการวิจัยและการประกอบธุรกิจ รัฐบาลจีนได้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของมาตรฐาน SMEs ขึ้นใหม่ในเดือนกรกฎาคม หนึ่งในนั้นได้แก่ การแยกประเภท “กิจการขนาดจิ๋ว” (Micro Enterprises) ขึ้น และต่อมาเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2554 คณะรัฐมนตรีได้มีมาตรการสนับสนุนทางการเงินและการคลังแก่ SMEs และกิจการขนาดจิ๋ว โดยขอให้ธนาคารพาณิชย์พิจารณาจัดสรรวงเงินสินเชื่อแก่กิจการดังกล่าวให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่มีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 5 ล้านหยวน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม กระทรวงการคลังยังได้ประกาศลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงครึ่งหนึ่งสำหรับ SMEs และกิจการขนาดจิ๋วนับวันที่ 1 มกราคม 2555 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558

8.การไต่สวนการป้องกันการผูกขาด สถานีโทรทัศน์กลางแห่งชาติจีน (CCTV) ได้รายงานข่าวว่า วันที่ 9 พฤศจิกายนนับเป็นวันครบรอบแห่งประวัติศาสตร์การป้องกันการผูกขาด คณะกรรมการว่าด้วยการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (National Development and Reform Commission: NDRC) ได้พิสูจน์ในเบื้องต้นว่า ไชน่าเทเลคอม (China Telecom) และไชน่ายูนิคอม (China Unicom) ได้ร่วมกันเอาประโยชน์จากการเป็นผู้ทรงอิทธิพลในตลาดด้านการเข้าสู่บรอดแบนด์เพื่อกีดกันคู่แข่งขันและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่สูง

กรณีนี้เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจของจีนที่ครองตลาดถึง 2 ใน 3 ของธุรกิจบรอดแบนด์ ซึ่งหากศาลตัดสินว่าผิดจริง จะต้องถูกปรับเป็นเงินถึงร้อยละ 10 ของรายได้ของบริษัทต่อปี ทั้งที่จีนเป็นประเทศที่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่มากที่สุดในโลกถึง 485 ล้านคน แต่ความเร็วของบรอดแบนด์ยังอยู่ในอันดับที่ 71 ของโลก และค่าบริการเฉลี่ยสูงกว่าของประเทศพัฒนาแล้วถึง 3-4 เท่า

แม้ว่าการไต่สวนยังคงดำเนินไปอยู่ในปัจจุบัน แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมายป้องกันการผูกขาดในอนาคต ความคิดเห็นของสาธารณชนในเรื่องนี้มองว่าการดำเนินธุรกิจของกิจการรายใหญ่เข้าข่ายการผูกขาด แต่กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการผูกขาดที่เริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี 2551 ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการควบรวมของกิจการต่างชาติที่มีต่อกิจการภายในประเทศ 

9.ข่าวดีและข่าวร้ายของรถไฟความเร็วสูง เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2554 รถไฟความเร็วสูงสายปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีการลงทุนโดยรวมถึง 220,900 ล้านหยวน ได้เริ่มเปิดให้บริการ และช่วยลดเวลาในการเดินทางบนเส้นทางยาว 1,318 กิโลเมตรจาก 12 ชั่วโมงเหลือ 5 ชั่วโมง

เส้นทางดังกล่าวเชื่อมเขตเศรษฐกิจรอบอ่าวโป๋วไห่ (Bohai Sea Rim) และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียง (Yangze River Delta) เข้าด้วยกันและส่งเสริมการพัฒนาชุมชนเมืองและเศรษฐกิจให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน

อย่างไรก็ดี ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2554 ก็เกิดเหตุการณ์รถไฟความเร็วสูงประสบอุบัติเหตุใกล้เมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง ทำให้ผู้โดยสาร 40 รายเสียชีวิตและอีก 190 รายได้รับบาดเจ็บ ทำให้จีนต้องทบทวนการพัฒนารถไฟความเร็วสูงครั้งใหญ่

ภายหลังอุบัติเหตุดังกล่าว กระทรวงการรถไฟได้สั่งการให้ตรวจสอบระบบความปลอดภัยของรถไฟฯ ทั่วประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงและลดความเร็วในการให้บริการลง เช่น สายเซี่ยงไฮ้-หังโจว (Shanghai-Hangzhou) ลดความเร็วจาก 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเหลือ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน การตรวจสอบครอบคลุม 49 โครงการ และเส้นทางรถไฟกว่า 6,000 กิโลเมตร นอกจากนี้ CNR Corp. รัฐวิสาหกิจด้านการรถไฟของจีนได้เรียกรถไฟฯ ที่ให้บริการในเส้นทางปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้จำนวน 54 คันกลับมาตรวจสอบอุปกรณ์ใหม่อีกครั้ง

10.คณะผู้บริหารด้านการเงินชุดใหม่ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา จีนได้แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของ 3 องค์กรสำคัญด้านการเงิน ได้แก่ คณะกรรมการกำกับการธนาคารแห่งชาติ (China Banking Regulatory Commission: CBRC) คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์แห่งชาติ (China Securities Regulatory Commission: CSRC) และคณะกรรมการกำกับการประกันภัยแห่งชาติ (China Insurance Regulatory Commission: CIRC) โดยนายซาง ฟูหลิน (Shang Fulin) อดีตประธานกรรมการบริหารของ CSRC ได้รับแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งเป็นหัวขบวนของ CBRC แทนนายหลิ่ว หมิงคัง (Liu MingKang) ที่เกษียณอายุราชการ ขณะที่นายกัว ซูฉิง (Guo Shuqing) ประธานกรรมการ China Construction Bank ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ CSRC

นอกจากนี้ นายเซียง จุนโป๋ว (Xiang Junbo) อดีตประธานกรรมการ China Agricultural Bank of China ได้รับการสนับสนุนให้ไปดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ CIRC แทนนายหวู ติงฝู (Wu Dingfu) ที่เกษียณอายุ

ประธานกรรมการทั้ง 3 จะต้องเผชิญกับภาระหนักในการแก้ไขและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของจีน อาทิ การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน การเพิ่มค่าของเงินหยวน หนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น และการปฏิรูปการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางการชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศ

 

-------------------------------------------------

รวบรวมและเรียบเรียงโดย

ดร. ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงปักกิ่ง

10 มกราคม 2555

ผลการประชุมและการสัมมนาที่สำคัญของจีน

โพสต์18 ม.ค. 2555, 18:23โดยWebmaster Team

ในช่วงเดือนธันวาคม 2554 ถึงมกราคม 2555 หน่วยงานของรัฐและเอกชนของจีนได้จัดประชุมสัมมนาด้านเศรษฐกิจมากมาย โดยมีงานที่สำคัญ ได้แก่ การประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจแห่งชาติ (Central Economic Work Conference: CEWC) ประจำปี ซึ่งเป็นการประชุมระดับสูงด้านเศรษฐกิจของจีน ระหว่างวันที่ 12-14 ธันวาคม 2554 และการประชุมด้านการพัฒนาเศรษฐกิจเอกชนของจีน (Conference on the Development of Chinese Private Economy) เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2555

การประชุมสัมมนาดังกล่าวมีสาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้

1.  เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับแรงต้านที่รุนแรง ท่ามกลางการค้าโลกที่อ่อนแรงและตลาดการเงินที่ผันผวน ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากความผันผวนและชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกดังกล่าว โดยเฉพาะการขาดความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในยุโรป สรุปว่า ผลกระทบดังกล่าวจะรุนแรงและขยายวงกว้างมากกว่าที่เคยประเมินไว้ แต่จะไม่พังครืนลง (Hard Landing)

นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของจีนอย่างนายหลี่ อี้หนิง (Li Yining) ยังประเมินว่า ผลกระทบดังกล่าวจะรุนแรงกว่าของปี 2551 ด้วยเหตุผลสำคัญหลายประการ อาทิ การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป เงินเฟ้อที่สูงและผันผวน ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจที่สูง การแข็งค่าของเงินหยวนในระดับที่สูงขึ้น การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นระหว่างธุรกิจภาคเอกชนกับรัฐวิสาหกิจของจีน และการควบคุมสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์สำหรับ SMEs

2.  ในปี 2555 จีนจะยังคงยึดในนโยบายที่มุ่งเน้น “ความมีเสถียรภาพและความต่อเนื่อง” ทางเศรษฐกิจ และรักษานโยบายการเงินที่ “ระมัดระวัง” และนโยบายการคลังใน “เชิงรุก” โดยมีภาระกิจสำคัญ ดังนี้

2.1สร้างความเข้มแข็งและปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจมหภาค และรักษาการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและแข็งแรง

1)        รับเอานโยบายการเงินที่ระมัดระวังและนโยบายการคลังในเชิงรุกมาปรับใช้

2)        สานต่อการปรับโครงสร้างภาษี เพิ่มการลงทุนในสาธารณูปโภค และควบคุมหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น

3)        ปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างเหมาะสม ให้ประโยชน์จากโครงสร้างสินเชื่อ และลดความเสี่ยงทางการเงิน

4)        เพิ่มการลงทุนในภาคการเกษตร เกษตรกร ชนบท และการก่อสร้างที่พักอาศัยราคาไม่แพง สานต่อการสนับสนุนในนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี การป้องกันสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาตร์ที่มีศักยภาพและโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

2.2เสริมอุปทานสินค้าเกษตร

1)        เพิ่มเงินสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรและราคาประกันการรับซื้อ

2)        ควบคุมการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในชนบท รวมทั้งระบบชลประทาน ถนน และจุดส่งไฟฟ้า

3)        เพิ่มความพยายามในการให้การศึกษาภาคบังคับและประเภทวิชาชีพแก่คนในชนบท และขยายระบบเงินบำนาญให้กว้างขวางมากขึ้น

2.3เร่งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

1)  กระตุ้นการบริโภคและเพิ่มรายได้ของประชาชน โดยเฉพาะที่มีรายได้น้อย

2)        กำหนดทิศทางของนวัตกรรม ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต

3)        ลดทอนกำลังการผลิตที่ล้าสมัย ส่งเสริมการควบรวมกิจการ พัฒนาพลังงานใหม่ กระตุ้นภาคบริการสมัยใหม่ เพิ่มพลังให้อุตสาหกรรมบันเทิง (วัฒนธรรม) และเพิ่มการประหยัดพลังงานและลดการปล่อยมลพิษ

2.4สานต่อการปฏิรูปและการเปิดตลอดสู่ภายนอก

1)        เร่งปฏิรูปโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่มและโครงการนำร่องของภาษีทรัพย์สิน (Property Tax) ปฏิรูประบบภาษีทรัพยากร (Resource Tax) และวิจัยถึงการปฏิรูปภาษีเพื่อการปกป้องสิ่งแวดล้อม

2)        เดินหน้าการปฏิรูปอัตราดอกเบี้ย สานต่อการปฏิรูประบบการแลกเปลี่ยนเงินตราของเงินหยวน และสร้างเสถียรภาพพื้นฐานของเงินหยวน

3)        รักษาการเติบโตของการส่งออกที่มั่นคง ยกระดับโครงสร้างการส่งออก ขยายการนำเข้า และมุ่งหน้าสู่สมดุลทางการค้า

4)        ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไปยังพื้นที่ตอนกลางและตะวันตกของจีน เพิ่มการลงทุนในต่างประเทศ และต่อสู้กับการกีดกันทางการค้าในทุกรูปแบบ

2.5ปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

1)        เพิ่มคุณภาพด้านการศึกษา ส่งเสริมการจ้างแรงงาน และสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น และกิจการขนาดเล็กและขนาดจิ๋ว

2)        ปรับปรุงความปลอดภัยในสังคม ขยายระบบบำนาญ และช่วยเหลือแรงงานที่อพยพไปทำงานนอกพื้นที่ในด้านการจ้างงาน ที่พักอาศัย สุขอนามัย และการศึกษาของเด็ก

3)        จำกัดเงินทุน การก่อสร้าง การดำเนินการและการจัดการในโครงการที่พักอาศัยที่ราคาไม่แพง ควบคุมตลาดอสังหาริมทรัพย์ต่อไป ดึงราคาบ้านพักหลับสู่ระดับที่เหมาะสม เพิ่มอุปทานบ้านพักเชิงพาณิชย์ และส่งเสริมการพัฒนาตลาดอสังหาริมทรัพย์

3.  ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐและเอกชนที่สำคัญ ดังนี้

3.1การเน้นเป้าหมายในระยะยาว มากกว่าระยะสั้น

3.2การปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ เพื่อขยายอุปสงค์

3.3การมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมผ่านการวิจัยและพัฒนา และการผลิตที่ทันสมัย

3.4การให้ความสำคัญกับ SMEs และกิจการขนาดจิ๋ว (Micro Enterprises) โดยเฉพาะในเรื่องสินเชื่อ (จากสถิติพบว่า เพียงร้อยละ 20 ของกิจการเหล่านี้เท่านั้นที่เข้าถึงแหล่งทุนในระบบ) และการจัดตั้งกองทุนสนับสนุน SMEs และ Micro Enterprises

3.5การจัดระบบตลาดให้เกิดการแข่งขันที่เสรี การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการสร้างและดึงความสามารถจากทรัพยากรมนุษย์ที่มีพรสวรรค์

3.6การรวมกลุ่มของ SMEs ในลักษณะ “คลัสเตอร์” เพื่อออกไปประกอบการในต่างประเทศ เพราะพบว่าด้วยวิธีการดังกล่าวช่วยลดอัตราการล้มเหลวของการประกอบการในต่างประเทศได้มาก และอาจอยู่ในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างรัฐวิสาหกิจและ SMEs ของจีนเพื่อลดกระแสต่อต้านและข้อกังวลใจจากความไม่โปร่งใสของการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจ

3.7การเรียนรู้และพัฒนาการบริหารจัดการและการประกอบการที่เป็นมืออาชีพ

3.8การมีมุมมองทางธุรกิจในเชิงบวก

 

-------------------------------------------------

รวบรวมและเรียบเรียงโดย

ดร. ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงปักกิ่ง

12 มกราคม 2555

การลงทุนในต่างประเทศของจีน ... ทิศทางและแนวโน้มในอนาคต

โพสต์18 ม.ค. 2555, 18:20โดยWebmaster Team

ที่ผ่านมา เรามักได้ยินแต่ข่าวเกี่ยวกับการดึงดูดการลงทุนโดยตรงของต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) เข้าสู่จีนกันไม่เว้นแต่ละวัน แต่ดูเหมือนข่าวการลงทุนในต่างประเทศ (Outbound Direct Investment: ODI) ของจีนได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในระยะหลัง แม้กระทั่งไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายของกิจการจีนที่ต้องการออกไปปักธงด้านการลงทุนในอนาคต จีนมีนโยบายและมาตรการสนับสนุนส่งเสริมหรือไม่ อย่างไร โครงสร้างการลงทุนในต่างประเทศของจีนเป็นเช่นไร มีทิศทางและแนวโน้มอย่างไร และจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อการค้าและเศรษฐกิจของโลก จีน และไทย

 

พัฒนาการของนโยบายและการลงทุนในต่างประเทศของจีน

ในระยะแรกภายหลังการเปิดประเทศสู่ภายนอกในยุคใหม่ (ระหว่างปี 2522-2526) จีนมีนโยบายจำกัดการลงทุนในต่างประเทศ ผ่านมาตรการคุมเข้มการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โครงการลงทุนในต่างประเทศต้องผ่านการพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป ดังนั้น มูลค่าการลงทุนฯ จึงค่อนข้างน้อย

อย่างไรก็ดี ในระหว่างปี 2527-2535 รัฐบาลจีนได้ทบทวนนโยบายการลงทุนในต่างประเทศ โดยเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการลงทุนฯ โดยมีการจัดระบบการพิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนฯ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน การลงทุนฯ ของจีนในจีนจึงเริ่มขยายตัวในช่วงนั้น โดยในปี 2533 การลงทุนฯ มีมูลค่า 900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และขึ้นแตะหลัก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีต่อมา

จีนยังคงเดินหน้าผ่อนคลายกฎระเบียบเกี่ยวกับการลงทุนฯ ในเวลาต่อมา โดยเฉพาะในระหว่างปี 2542-2545 ที่เข้าสู่ช่วงของการเปิดเสรีด้านเศรษฐกิจ ต่อมาในปี 2546 รัฐบาลจีนได้เริ่มกำหนดนโยบาย “บุกโลก” (Go-Global Policy) อันนำไปสู่มาตรการสนับสนุนส่งเสริมการลงทุนฯ มากมาย อาทิ การจัดตั้งคณะกรรมการดูแลและจัดการทรัพย์สินของรัฐ (State-owned Assets Supervision and Administration Commission: SASAC) และการมอบหมายให้สถาบันการเงินอย่าง Bank of China และ Chinese Bank of Development ปล่อยสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาถึง 10 ปีแก่กิจการชั้นนำของจีน (National Champions) ซึ่งมีจำนวนกว่า 160 รายที่ประสงค์จะออกไปลงทุนในต่างประเทศ ส่งผลให้การลงทุนฯ ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว โดยพุ่งทะยานจาก 2,850 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2546 เป็น 16,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2549 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 5.5 เท่าในช่วงเวลาดังกล่าว และมีมูลค่าเงินลงทุนฯ สะสมรวมถึง 73,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้จีนจัดเป็นประเทศที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศมากเป็นอันดับที่ 13 ของโลก

ทั้งนี้ การลงทุนฯ ในช่วงเวลาดังกล่าวยังคงเน้นหนักไปที่ประเทศในภูมิภาคเอเซีย (ร้อยละ 60 ของทั้งหมด) โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกลุ่มอาเซียน และส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในธุรกิจด้านการผลิต พลังงาน แร่ธรรมชาติ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ขณะที่การลงทุนในโรงงานผลิตขนาดเล็กที่ใช้แรงงานเข้มข้นมีค่อนข้างน้อย

ในช่วง 3 ปีต่อมา การลงทุนฯ ของจีนขยายตัวมากกว่า 3.5 เท่า โดยเพิ่มขึ้นเป็น 56,530 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2552 และทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศอันดับที่ 1 ของโลก โดยในปี 2552 รัฐบาลจีนได้กำหนดนโยบายและมีมาตรการผ่อนคลายการควบคุมเม็ดเงินและการไหลเข้าออกของเม็ดเงินลงทุนฯ ในอีกระดับหนึ่ง เพื่อสนับสนุนการออกไปลงทุนในต่างประเทศอย่างชัดเจน อันส่งผลให้การลงทุนฯ ของจีนระลอกใหม่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และสยายปีกไปไกลในหลายภูมิภาค


World Investment Report ยังระบุว่า ในปี 2553 การลงทุนฯ ของจีนที่ไม่นับรวมภาคการเงิน (Non-Financial Sector) มีมูลค่า 59,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 36.3 เมื่อเทียบกับของปีที่ผ่านมา และก้าวแซงญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรขึ้นเป็นประเทศที่มีการลงทุนในต่างประเทศมากเป็นอันดับที่ 5 ของโลกรองจากสหรัฐฯ เยอรมัน ฝรั่งเศส และฮ่องกง การลงทุนในระยะหลังนี้กระจายตัวไปในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะฮ่องกง ละตินอเมริกา ออสเตรเลีย และประเทศในกลุ่มอาเซียน

ขณะที่ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2554 การลงทุนฯ ขยายตัวในอัตราที่ลดลงมาก โดยเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 5.2 และมีมูลค่าราว 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้การลงทุนฯ สะสมมีมูลค่า 312,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

ลักษณะพิเศษ ทิศทางและแนวโน้มการลงทุนในต่างประเทศของจีน

กระทรวงพาณิชย์แถลงข่าวเมื่อต้นปี 2555 ว่า การลงทุนในต่างประเทศของจีนระหว่างปี 2554-2558 คาดว่าจะขยายตัวในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 17 ต่อปี แม้ว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่รุมเร้าก็ตาม โดยคาดว่าการลงทุนฯ จะมีมูลค่าสะสมรวมถึง 560,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับการลงทุนของต่างประเทศในจีน นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังชี้แจงว่า รัฐบาลจีนจะเร่งสนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศในช่วงแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 12 (2554-2558) โดยการแนะนำและกระตุ้นให้กิจการท้องถิ่นขยายความร่วมมือและการลงทุนในต่างประเทศในด้านการผลิต พลังงาน วัฒนธรรม และวิศวกรรม เพื่อหวังเอาประโยชน์จากศักยภาพทางการตลาดและทรัพยากรของโลก อันจะเป็นการสร้างเสถียรภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมการลงทุนในภาคธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมถึงด้านการเงิน สถาปัตยกรรม การท่องเที่ยว การศึกษา และโทรคมนาคม

ในเชิงยุทธศาสตร์ รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการเข้าสู่แหล่งอาหาร พลังงาน และแร่ธรรมชาติอย่างชัดเจน การสนับสนุนส่งเสริมให้กิจการของจีนออกไปลงทุนในต่างประเทศจึงมีลักษณะที่ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ดังกล่าว ดังที่ปรากฏในโครงการลงทุนมากมาย อาทิ การเพาะปลูกสินค้าเกษตรในลาว กัมพูชา และหลายประเทศในแอฟริกา ธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในแอฟริกา รัสเซีย เอเซียกลาง และตะวันออกกลาง และธุรกิจเหมืองแร่ในออสเตรเลีย บราซิล และพม่า

นายจิน ไป่ซง (Jin Baisong) นักวิจัยของสถาบันด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศ (Chinese Academy of International Trade and Economic Cooperation) ซึ่งเป็นองค์กรเครือข่ายของกระทรวงพาณิชย์ของจีน ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “เป้าหมาย (ร้อยละ 17) ถือว่าดีมาก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการลงทุนในต่างประเทศของจีนจะเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งส่วนสำคัญเกิดขึ้นจากการสะสมทุนสำรองเงินตราต่างประเทศจำนวนมากและความต้องการในสินค้าเกษตรและแร่ธรรมชาติ”

ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์ฉง ได้เหลียง (Chong Taileung) แห่ง China University ภายใต้สถาบันด้านเศรษฐกิจและการเงินโลก (Institute of Global Economics and Finance) ของฮ่องกง กล่าว ว่า “ผมทำนายว่าการลงทุนในต่างประเทศจะมีบทบาทนำในอนาคต โดยที่กิจการของจีนแผ่นดินใหญ่จำนวนมากขึ้นกำลังนำเอาเงินสดส่วนเกินไปลงทุนในหลายโครงการในต่างประเทศ การลงทุนฯ จะไม่ช่วยขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศ แต่จะช่วยเพิ่มเครือข่ายธุรกิจผ่านเทคโนโลยีและทักษะด้านการจัดการ”

แม้ว่ารัฐบาลจีนได้ผันเอาทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่มีอยู่เกือบ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปลงทุนผ่านรัฐวิสาหกิจของตนเป็นจำนวนมาก (ลดการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ดอกผลไม่ค่อยงอกเงย) แต่การลงทุนในต่างประเทศของจีนในระยะหลังและอนาคตก็จะไม่จำกัดอยู่เฉพาะของรัฐวิสาหกิจจีนเท่านั้น กิจการเอกชนของจีนจำนวนมากกำลังหาช่องทางและโอกาสในการออกไปลงทุนในต่างประเทศ

นายหวง เป่าอัน (Huang Bao’an) รองประธานกรรมการของ Qingdao Kingking Group ผู้ผลิตเทียนรายใหญ่สุดของจีนและใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก ซึ่งมีเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่ายกับวอลมาร์ท (Wal-Mart) คาร์ฟู (Carrefour) และอีเกีย (Ikea) ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ไชน่าเดลี่ (China Daily) เมื่อวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมาว่า บริษัทฯ ร่วมกับกิจการค้าระหว่างประเทศของมณฑลอันฮุย (Anhui) มีแผนที่จะจัดซื้อเหมืองทองคำในโมซัมบิค (Mozambique) ซึ่งมีขนาดพื้นที่กว่า 100 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้ บริษัทยังจะลงทุนพัฒนาเหมืองทองคำและทองแดงในอีกหลายประเทศทั่วโลกคิดเป็นมูลค่ารวม 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

ในเชิงของประเทศลงทุนเป้าหมายสำคัญนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นตลาดในประเทศกำลังพัฒนาที่มีทรัพยากรและตลาดที่ใหญ่แทบทั้งสิ้น โดยนายหวัง ไห่เฟิง (Wang Haifeng) ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือระหว่างประเทศ ภายใต้คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (National Development and Reform Commission: NDRC) ได้ให้ความเห็นในประเด็นไว้ว่า “เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และละตินอเมริกาจะเป็นเป้าหมาย (การลงทุน) ที่น่าสนใจ” นอกจากนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปยังน่าจะเป็นโอกาสในการลงทุนสำหรับกิจการของจีน ดังเช่นที่เราเห็นการลงทุนของจีนในยุโรปขยายตัวในอัตราเร่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ล่าสุด China Three Gorges Corp. ซึ่งเป็นผู้พัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดของจีน เข้าซื้อหุ้นร้อยละ 21.35 ของ Energias de Protugal SA (EDP) รัฐวิสาหกิจด้านการไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของโปรตุเกสเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2554

โดยสรุป การลงทุนในต่างประเทศของจีนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงต่อไปในระยะ 4-5 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นไปยังธุรกิจ/อุตสาหกรรมเป้าหมายได้แก่ อาหาร พลังงาน และแร่ธรรมชาติ ใน ภูมิภาคอาเซียน แอฟริกา และละตินอเมริกา ทั้งนี้ หากเงินหยวนยังคงเพิ่มค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต การย้าย/กระจายฐานการผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นของจีนไปยังประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่า คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศในหลายอุตสาหกรรม อาทิ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ของเด็กเล่น และของขวัญของตกแต่งบ้าน

 

ผลกระทบต่อโลก จีน และประเทศไทย

จากสถิติปี 2553 พบว่ามูลค่าการลงทุนในต่างประเทศของจีน (ประมาณ 59,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) คิดเป็นเพียงร้อยละ 55 ของการลงทุนโดยตรงของต่างชาติในจีน (ประมาณ 106,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนฯ สะสมอยู่ที่ประมาณ 258,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าเม็ดเงินลงทุนโดยตรงของต่างประเทศในจีน ซึ่งสูงถึง 1.05 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ อยู่มาก ดังนั้น การเดินหน้านโยบาย  “บุกโลก” ของรัฐบาลจีน และกำหนดเป้าหมายที่จะเพิ่มการลงทุนในต่างประเทศในอัตราร้อยละ 17 ต่อปีในช่วงหลายปีข้างหน้านี้ อันจะส่งผลให้มูลค่าการลงทุนในต่างประเทศของจีนทัดเทียมหรือแซงหน้าการลงทุนโดยตรงของกิจการต่างชาติในจีน คาดว่าจะนำไปสู่การปรับโครงการสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่อีกครั้งของจีน อาจช่วยผ่อนคลายแรงกดดันต่อการเพิ่มค่าของเงินหยวน และส่งผลให้มูลค่าและทิศทางการค้าโลกเปลี่ยนแปลงไป

ประเทศไทยคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการลงทุนของจีนในต่างประเทศอย่างแน่นอน แต่จะได้มากได้น้อยเช่นไร ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ในเชิงยุทธศาสตร์ ไทยเราต้องดำเนินนโยบายที่สร้างสมดุลของฐานอำนาจทางเศรษฐกิจระหว่างกลุ่มเดิมอย่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น กับผู้เล่นหน้าใหม่อย่างจีนให้เหมาะสม ทั้งนี้ ในมุมมองของจีนแล้ว ไทยอาจมีหลายปัจจัยที่เหนือกว่าของหลายประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน อาทิ ในเรื่องการเป็นศูนย์กลางการผลิตเพื่อกระจายสู่ตลาดในภูมิภาค ทักษะฝีมือแรงงาน กฎหมายกฎระเบียบด้านเศรษฐกิจที่เป็นระบบ ความเป็นไทย และสภาพการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่เปิดรับสำหรับชาวต่างชาติ ในทางกลับกัน ไทยอาจเสียเปรียบประเทศอื่น ๆ ในแง่ของค่าจ้างแรงงานที่สูง การขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือ และการมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่จำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยทางการเมืองของบ้านเราที่เป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของหลายประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ หากไทยเราสามารถพิจารณาคัดสรรและจูงใจให้จีนเดินหน้าในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกในภูมิภาคและสู่ตลาดจีน เฉกเช่นเดียวกับที่เราเคยร่วมมือกับญี่ปุ่นได้ ผมก็เชื่อมั่นว่าเราจะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่เพียงแต่เม็ดเงินลงทุนและการจ้างแรงงานเท่านั้น แต่ยังอาจหมายรวมถึงความคล่องตัวในการเข้าสู่ตลาดจีน และการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนและจีนที่อาจเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งอีกครั้ง แต่ไทยยังมีโจทย์มากมายที่ต้องบริหารจัดการเพื่อดึงดูดการลงทุนที่เหมาะสมของจีนมายังประเทศไทย ท่ามกลางแรงกดดันในหลายด้าน

ในด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการของไทยจำนวนมากยังเกรงกลัวต่อ “อิทธิพลของรัฐบาลจีน” ผ่านรูปแบบและวิธีทำธุรกิจของจีน ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีก่อน กิจการของจีนที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศจำนวนมากเป็นรัฐวิสาหกิจที่ดึงเอารัฐบาลจีนมาต่อรองกับประเทศที่รองรับการลงทุน ทำให้รัฐบาลของหลายประเทศตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารจัดการกิจการเหล่านี้ในเชิงธุรกิจ ขณะที่ในอีกด้านหนึ่งที่ต้องไม่ลืมคือ ความพร้อมในการลงทุนของกิจการต่าง ๆ ในโลกต่างหดหายไปมาก คงเหลือเพียงไม่กี่ประเทศ และหนึ่งในนั้นได้แก่ ประเทศจีน และกิจการของจีนมีทางเลือกประเทศที่จะเข้าไปลงทุนมากมาย แต่ละประเทศเพื่อนบ้านล้วนต้องการชักจูงให้จีนเข้าไปลงทุนแทบทั้งสิ้น

การก้าวออกไป “บุกโลก” ของจีนในยุคหน้าจึงนับเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท้าทาย เพราะมาถึงวันนี้แล้ว เมื่อ “จีนขยับ โลกสะเทือน” พวกเราจึงควรจับตามองกันอย่างใกล้ชิด

 

-------------------------------------------------

รวบรวมและเรียบเรียงโดย

ดร. ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงปักกิ่ง

7 มกราคม 2555

ค้าขายกับจีนอย่างไรไม่ให้โดนโกง

โพสต์9 ธ.ค. 2554, 02:48โดยWebmaster Team   [ อัปเดต 9 ธ.ค. 2554, 02:50 ]

สวัสดีปีใหม่ผู้อ่านทุกท่านครับ ผมล่ะสงสัยจริง ๆ ว่า ทุกวันนี้นาฬิกาแต่ละเครื่องมันเดินเร็วขึ้นหรืออย่างไร เพราะรู้สึกว่าปี ๆ หนึ่งมันผ่านไปเร็วมาก ภาพความทุกข์ที่พวกเราหลายคนเผชิญเมื่อยามเจอวิกฤตมหาอุทกภัยก็กำลังจะหมดไปและแปรเปลี่ยนเป็นความสุขกันอีกครั้ง

ผมขอใช้โอกาสนี้อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเคารพนับถือได้โปรดดลบันดาลให้คำอวยพรมากมายที่ท่านผู้อ่านได้รับในช่วงที่ผ่านมาและจะได้รับเพิ่มขึ้นในปีนี้ใหม่สัมฤทธิ์ผลเป็นจริงในทุกประการ ... มาร่วมกันมองหาและสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิตเราและเพื่อนมนุษย์โลกกันดีกว่า

ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะหาอะไรมาเป็นของขวัญปีใหม่แก่ท่านผู้อ่านขาประจำของผมดี โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยที่ค้าขายกับจีน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมประสบและเป็นห่วงมากในห้วงปีที่ผ่านมาก็คือ ปัญหากรณีพิพาททางการค้าระหว่างไทย-จีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ผู้ประกอบการไทยสั่งซื้อสินค้าแล้วถูกโกงนั่นแหละ เพราะยิ่งความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยและจีนแนบแน่นมากขึ้นเท่าไหร่ก็ดูเหมือนปัญหาดังกล่าวจะยิ่งขยายวงกว้างขึ้นเป็นเงาตามตัว จนผมเกรงว่าปัญหาดังกล่าวจะลุกลามใหญ่โตจนทำให้ภาพลักษณ์ของจีนในด้านการค้าระหว่างประเทศแย่ลงไปอีก เพราะก่อนหน้านี้ จีนก็ประสบปัญหาในเรื่องภาพลักษณ์ของสินค้าและผู้ประกอบการเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว วันนี้ ผมก็เลยตัดสินใจเอา “ข้อแนะนำในการทำการค้ากับจีน” มาเป็นของฝากปีใหม่กัน

 

1.   ปัญหาการค้าไทย-จีนที่ผู้ประกอบการไทยประสบ

จีนนับเป็นแหล่งผลิตสินค้าและป้อนสู่หลายอุตสาหกรรมสำคัญของหลายประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ดี ด้วยความมากหน้าหลายตาของผู้ประกอบการจีนที่กระจายตัวในพื้นที่อันกว้างใหญ่ของจีน รวมทั้งวิธีคิดในการประกอบธุรกิจที่แตกต่างกัน การค้าขายกับจีนกลับเต็มไปด้วยข่าวเชิงลบ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยหลายรายก็ประสบกับปัญหาอุปสรรคตามมามากมาย เช่น การส่งสินค้าไม่ครบจำนวน หรือไม่ตรงตามคุณภาพ จนบางรายเข็ดเขี้ยวกับการค้าขายกับจีนไปเลยก็มี

ปัญหาดูเหมือนจะเลวร้ายลงไปอีกเมื่อผู้ประกอบการของไทยต้องเผชิญกับแก๊งค์มิจฉาชีพของจีนที่แฝงกายอยู่ในเว็บไซต์ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เพราะวิธีการหนึ่งที่ผู้นำเข้าของไทยนิยมใช้ในการแสวงหาข้อมูลซัพพลายเออร์และติดต่อการค้ากับฝ่ายจีนก็ได้แก่ การใช้อินเตอร์เน็ต ขณะที่ผู้ประกอบการของจีนตัวจริงเสียงจริงไม่ค่อยใช้อินเตอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสารมากเท่าที่ควร โดยเฉพาะในกรณีที่ยังไม่เคยคบค้ากัมาก่อน จนผมเองก็มักได้รับเสียงบ่นจากผู้ประกอบการของไทยในเรื่องนี้บ่อย ๆ แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับพบว่า กลุ่มมิจฉาชีพของจีนใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลางอย่างแพร่หลาย และนำไปสู่ปัญหากรณีพิพาททางการค้ามากมายดังเช่นที่เห็นในปัจจุบัน

นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 ำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่งเพียงแห่งเดียวก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้นำเข้าไทยเกี่ยวกับข้อขัดแย้งทางการค้าจำนวนมากกว่า 20 เรื่องเข้าให้แล้ว โดยกรณีพิพาทฯ ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการสั่งซื้อและได้รับสินค้าไม่ตรงกับคำสั่งซื้อจากจีน หรือบางรายไม่ได้รับสินค้า ทั้งที่ได้ชำระเงินค่าสินค้าไปเต็มจำนวนแล้วก็ตาม

กรณีพิพาทฯ ดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมราว 20 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเกือบ 1 ล้านบาทต่อกรณี ซึ่งอาจไม่ใช่เงินที่มากมาย แต่สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กแล้ว เงินก้อนขนาดนั้นก็เป็นปัญหาใหญ่ที่อาจทำให้บางกิจการต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่เอาก็มี ประการสำคัญ ปัญหากรณีพิพาทฯ ดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการประกอบการของไทยแล้ว ยังอาจจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทย-จีนในระยะยาวอีกด้วย

ในด้านลักษณะเฉพาะของผู้ประกอบการของจีนนั้น สามารถสรุปได้ว่า ผู้ประกอบการของจีนส่วนใหญ่จด (หรืออ้างว่าจด) ทะเบียนนิติบุคคลในกรุงปักกิ่ง (Beijing) นครเทียนจิน (Tianjin) และเมืองต่าง ๆ ในมณฑลเหอเป่ย (Hebei) ชานตง (Shandong) และเหลียวหนิง (Liaoning) โดยส่วนใหญ่ประกอบกิจการในลักษณะบริษัทการค้า (Trading Company) ซึ่งหลายกรณีพบว่า กิจการเหล่านั้นเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่ขาดความน่าเชื่อถือ โดยเกือบทั้งหมดเป็นเพียงนายหน้า (Agent) ที่ต้องการได้รับค่าคอมมิชชั่นจากการประสานงานทางการค้า และหรือมีเจตนาฉ้อโกงการทำธุรกรรมแฝงอยู่ ว่าง่าย ๆ กิจการเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ของจีน

ทั้งนี้ ในกรณีที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ เมื่อตรวจพบข้อมูลและหลักฐานคาหนังคาเขา ผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้นก็ยังอาจพยายามเตะลูกให้พ้นตัว โดยแก้ตัวว่า ธุรกรรมนั้นกระทำไปโดยนักศึกษาฝึกงาน หรือหนังสือที่ออกจากบริษัทเซ็นต์ไปโดยผู้ไม่มีอำนาจลงนามของบริษัท รวมทั้งยังแจ้งว่าได้ลงโทษไล่ออกไปแล้ว โดยไม่ยอมรับผิดชอบใด ๆ แถมเจ้าหน้าที่ของบริษัทเหล่านั้นยังอาจแกล้งกลับมาติดต่อพร้อมให้ข้อมูลเชิงลบเกี่ยวกับบริษัทจีนให้ฝ่ายไทยหลงเชื่อ (ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงอาจยังทำงานในบริษัทเดิม) เพื่อให้เปลี่ยนมาสั่งซื้อสินค้าผ่านบุคคลนั้น ๆ แทนก็มี

ขณะที่ผู้นำเข้าของไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก และถึงแม้ว่าบางรายเคยมีประสบการณ์การค้าระหว่างประเทศในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเกิดปัญหาที่ไม่คาดคิดเช่นนี้มาก่อน นอกจากนี้ ยังพบว่าสินค้าหลักที่ผู้นำเข้าไทยจัดซื้อจากจีนและมักเกิดปัญหา ได้แก่ สินค้าคอมมดิตี้ (Commodities) ประเภทเคมีภัณฑ์ และวัตถุดิบในการผลิต อาทิ พาราฟินแว็กซ์ ซิงค์ออกไซด์ โซเดียมคลอไรด์ พีวีซีเรซิน และสเตนเลสสตีล โดยใช้กลยุทธ์ราคาที่ต่ำกว่าเป็นตัวล่อใจ

นอกจากนี้ เรื่องที่ สพต ณ. กรุงปักกิ่งได้รับการร้องเรียนในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่ยังมีลักษณะของธุรกรรมที่คล้ายคลึงกันหลายประการ กล่าวคือ

1.1         ผู้นำเข้าของไทยค้นหาข้อมูลซัพพลายเออร์หรือรู้จักกับบริษัทจีนผ่านเว็บไซต์ ทั้งในรูปของเว็บไซต์บริษัทจีนโดยตรง (ที่ทำขึ้นหลอก ๆ) หรือผ่านเว็บไซต์กลางในการติดต่อซื้อขายแต่ไม่มีระบบการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของซัพพลายเออร์ที่ดีพอ เช่น Alibaba.com ซึ่งทำเอาผู้บริหารระดับสูงของบริษัทโดนรัฐบาลจีนเล่นงานจนเป็นข่าวดังไปทั่วโลกก็มี

อันที่จริง เว็บไซต์ชั้นนำดังกล่าวก็พยายามปรับปรุงกลไกในการคัดกรองและประกาศยกเลิกซัพพลายเออร์ตัวปลอมอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนความพยายามดังกล่าวจะยังไม่เพียงพอที่จะเอาชนะมิจฉาชีพได้ เพราะในโลกไซเบอร์ก็ยังมีการส่งต่อและให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาความน่าเชื่อถือของซัพพลายเออร์ที่ปรากฏอยู่ใน Alibaba.com จากผู้ประสบเหตุทั่วโลกอยู่มากมาย ผู้บริหารของ Alibaba Group Holding Ltd. ซี่งเป็นบริษัทแม่ ก็ยังยอมรับในข้อมูลของตำรวจนครหังโจว (Hangzhou) ว่า มีกลุ่มคนที่ร่วมมือกันทำงานเป็นหมู่คณะใช้เอกสารส่วนบุคคลและของธุรกิจปลอมเพื่อเข้าไปเปิดบัญชีซัพพลายเออร์มากกว่า 100 รายในหลายเว็บไซต์ โดยเฉพาะ Alibaba.com

1.2        ผู้ประกอบการไทยดำเนินธุรกรรมการค้าโดยขาดความรอบคอบหรือรัดกุ หลายรายใช้รูปแบบและวิธีปฏิบัติทางการค้าที่เคยทำกับผู้ประกอบการของชาติตะวันตกมาใช้กับของจีน โดยมิได้ตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของคู่ค้าก่อนตกลงทำการค้า หรือมิได้จัดทำสัญญาทางการค้าที่รัดกุมเพียงพอ บางรายไม่มีการทำสัญญา หรือมิได้ให้หน่วยงานที่น่าเชื่อถือตรวจสอบร่างสัญญาก็มี บ้างก็อาจไม่เคยพบหน้าค่าตาผู้ประกอบการหรือไปเยี่ยมชมกิจการของอีกฝ่ายหนึ่ง รวมทั้งอาจมิได้ระบุเงื่อนไขเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาททางการค้าไว้ในสัญญากรณีที่เกิดปัญหา โดยเฉพาะการตรวจสอบสินค้าก่อนขึ้นเรือ เป็นต้น

1.3         เงื่อนไขการชำระเงินก้อนใหญ่จะใช้การโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านธนาคารพาณิชย์ (T/T) หรือ L/C at Sight ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับจากผู้ประกอบการของไทยพบว่า ผู้ส่งออกของจีนส่วนใหญ่จะขอให้ชำระค่าสินค้าล่วงหน้าประมาณร้อยละ 30 ของมูลค่าสินค้าเมื่อลงนามในสัญญาหรือตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และโอนเงินส่วนที่เหลือเมื่อได้รับสินค้าหรือตามแต่กรณี ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวเหมาะสำหรับคู่ค้าที่มีจริยธรรมและไว้เนื้อเชื่อใจกันพอสมควร เพราะภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว มีจุดอ่อนสำคัญตรงที่ผู้นำเข้าต้องโอนเงินไปชำระราคาสินค้าทั้งหมด (รวมทั้งส่วนที่เหลือ) หรือผู้ส่งออกสามารถนำเอกสารไปขึ้นเงินส่วนที่เหลือแล้ว จึงจะสามารถรับเอกสารมาดำเนินพิธีการศุลกากรได้ บางรายเคลียร์ของออกมาแล้ว ยังนำไปเก็บในโกดังต่อ โดยไม่ทราบว่าสินค้าที่ได้รับมีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ และกว่าที่ผู้นำเขจะนำสินค้าไปตรวจสอบ ก็ผ่านไปหลายเดือนแล้วก็มี

1.4        ปัญหายิ่งสลับซับซ้อนมากขึ้นในระยะหลัง เมื่อพบว่าเริ่มมี แฮ๊กเกอร์ (Hacker) ทางอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาแทรกตัวจับตาดูการสื่อสารทางอีเมล์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งไม่จำกัดอยู่เฉพาะระหว่างผู้ประกอบการของไทยและจีนเท่านั้น บางกรณีก็ยังไปลากเอาผู้ส่งออกเกาหลีใต้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พอถึงช่วงของการโอนเงินเพื่อชำระสินค้า แฮ๊กเกอร์ก็จะเข้ามาแจ้งผู้นำเข้าไทยขอเปลี่ยนข้อมูลบัญชีธนาคารของผู้ส่งออก และให้ผู้นำเข้าไทยโอนเงินเข้าไปยังบัญชีของตนเองหรือพรรคพวก โดยการปลอมชื่ออีเมล์เพียงเล็กน้อยชนิดยากจะสังเกตเห็น เช่น เปลี่ยนจาก i เป็น l, v เป็น y หรือ m เป็น n

หลังจากนั้น แฮ๊กเกอร์หลายรายก็ยังคงใจเย็นสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์กับผู้ส่งออกและผู้นำเข้าด้วยข้อมูลต่าง ๆ นานาเพื่อถ่วงเวลาจนกว่าจะได้รับเงินโอนและถอนเงินจากธนาคารเป็นที่เรียบร้อย ในบางกรณี ผู้นำเข้าของไทยโอนเงินผิดพลาด เช่น สะกดชื่อผู้ส่งออกไม่ถูกต้อง แฮ๊กเกอร์ก็ยังล่วงรู้และส่งอีเมล์แจ้งผู้นำเข้าขอให้เปลี่ยนแปลงข้อมูลการโอนเงินอีกด้วย ซึ่งโชคดีที่ผู้นำเข้าไหวตัวทัน จึงติดต่อขอแจ้งยกเลิกการโอนเงินและขอรับเงินคืนจากธนาคารได้ทันการณ์

จากกรณีดังกล่าวที่มีมากขึ้น รัฐบาลจีนโดยสำนักงานการสืบสวนคดีเศรษฐกิจ (Bureau of Economic Criminal Investigation) ภายใต้กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ (Ministry of Public Security) ของจีนถึงกับต้องออกข่าวเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในหน้าหนังสือพิมพ์และสื่ออื่น ๆ เพื่อเตือนภัยในรูปแบบดังกล่าวให้สาธารณชนรับทราบและเพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น ซึ่งจากการติดต่อสอบถามข้อมูลแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ยังได้รับแจ้งว่า มีน้อยรายมากที่สามารถติดตามคดีและได้รับเงินคืน

1.5        เมื่อเกิดปัญหาดังกล่าวแล้ว ผู้ประกอบการของไทยก็ไม่ทราบว่าหน่วยงานใดของไทยเป็นหน่วยงานหลักที่เหมาะสมจะเข้าไปขอคำปรึกษาและให้ช่วยดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ขณะที่สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลของจีนในประเทศไทยก็มิได้ให้ความร่วมมือและความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้มากนัก จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการไทยที่ประสบปัญหาเช่นนี้ ส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าขาดที่พึ่งพิงที่ดี ทำให้ต้องใช้เวลามากในการสืบเสาะ และเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาที่มากขึ้น

 

2.     ความพยายามในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

ที่ผ่านมา สพต. ณ กรุงปักกิ่งได้จัดระบบและจัดตั้งทีมงานภายในเพื่อให้บริการป้องกันและแก้ไขปัญหากรณีพาททางการค้าขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยดำเนินการในหลายช่องทางและอาจแตกต่างกันออกไปตามแต่กรณี เพื่อลดความเสี่ยงและติดตามประสานงานการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนี้

2.1 มาตรการป้องกันและสนับสนุน

1) จัดทำฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการให้คำแนะนำผู้ประกอบการของไทย อาทิ รายชื่อผู้ประกอบการ ที่ปรึกษากฎหมาย และอื่น ๆ ของฝ่ายจีนที่น่าเชื่อถือ

2) ตรวจสอบสถานะความน่าเชื่อถือของคู่ค้าฝ่ายจีน โดยกระชับความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนข้อมูล และทำงานประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกับกระทรวงพาณิชย์จีน (MOFCOM) สภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแห่งชาติจีน (CCPIT) และสำนักบริหารการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติจีน (SAIC)

การขอให้หน่วยงานของจีนดังกล่าวตรวจสอบสถานะของคู่ค้าอาจมีค่าใช้จ่ายและเสียเวลาในการดำเนินการพอควร เช่น CCPIT ประจำกรุงปักกิ่งกำหนดค่าบริการไว้ที่ 2,000-3,000 หยวนต่อรายและใช้เวลาประมาณ 14 วันในการดำเนินการ หากเราต้องการตรวจสอบข้อมูลเร่งด่วน (ภายใน 7 วัน) CCPIT ก็จะเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มอีกร้อยละ 30 ของค่าบริการปกติ ผู้ประกอบการบางรายก็รู้สึกว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง แต่หากคิดให้ดีแล้ว ค่าใช้จ่ายดังกล่าวคิดเป็นเพียงราวร้อยละ 1 ของมูลค่าสัญญาที่ทำกันในแต่ละคราวเท่านั้น ซึ่ง สพต. ณ กรุงปักกิ่งก็พยายามต่อรองขออัตราค่าบริการพิเศษ และยินดีช่วยแบ่งเบาความรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้ตามความเหมาะสมอยู่แล้ว

3) ให้คำปรึกษาและช่วยประสานงานขอคำปรึกษาในการตรวจสอบร่างสัญญาซื้อขายจากที่ปรึกษาทางกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นของรัฐหรือเอกชน ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ใช้บริการ แต่ส่วนใหญ่ สพต. ณ กรุงปักกิ่งมักจะแนะนำให้ใช้บริการของ CCPIT ซึ่งเป็นหน่วยงานกึ่งรัฐกึ่งเอกชนของจีน หรือบริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมายที่หน่วยงานของรัฐแนะนำ หน่วยงานเหล่านี้มีความเป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือได้ ในกรณีนี้เช่นกันที่อาจมีค่าใช้จ่ายในการใช้บริการบ้างเล็กน้อย และใช้เวลาราว 1-2 วันขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาและความยากง่ายของสัญญานั้น ๆ

4) เผยแพร่ข้อควรระวังในการค้าขายกับจีนผ่านอินเตอร์เน็ (e-commerce) และเครือข่ายสื่อที่เป็นพันธมิตร หรือโดยการแสวงหาข้อมูลคู่ค้าทางอินเตอร์เน็ตที่มีศักยภาพและความน่าเชื่อถือ รวมทั้งขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ CCPIT ขึ้นทะเบียนรายชื่อผู้ประกอบการของจีนที่มีประวัติเสื่อมเสียทางการค้าหรือขาดความน่าเชื่อถือ ผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงานในสังกัดเพื่อมิให้ไปสร้างปัญหาใหม่ ๆ อีก โดยในส่วนของ สพต. ณ กรุงปักกิ่งก็แจ้งผ่านเว็บไซต์ www.thaicombj.org.cn และ www.moc.go.th เป็นหลัก

2.2 มาตรการแก้ไขปัญหา

1) ภายหลังการได้รับแจ้งปัญหาจากผู้ประกอบการของไทย สพต. ณ กรุงปักกิ่งจะเร่งติดต่อประสานงานกับคู่กรณีฝ่ายจีนอย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงและหารือเพื่อแสวงหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ได้รับความร่วมมือที่ดีจากคู่กรณีฝ่ายจีน

2) แจ้งขอให้ฝ่ายไทยแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจของจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งในบางกรณีก็อาจได้รับการปฏิเสธ โดยตำรวจจีนอ้างว่า เหตุเกิด ณ ประเทศไทย และแนะนำให้ไปแจ้งความที่เมืองไทยและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งเรื่องมายังตำรวจจีนเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลามากกว่า 1 เดือน ซึ่งทำให้อำนาจต่อรองของฝ่ายไทยลดน้อยลง โดยฝ่ายจีนมักอ้างว่า เวลาผ่านไปนานแล้วไม่ได้รับแจ้ง ก็คิดว่าไม่มีปัญหาอะไร บางรายปิดกิจการไปแล้ว หรือแม้กระทั่งบางรายที่ไม่มีการจัดส่งสินค้าให้ แต่กลับเรียกร้องขอให้ฝ่ายไทยชำระเงินค่าสินค้าเพิ่มเติมให้ โดยอ้างว่าต้นทุนค่าใช้จ่าย/ราคาสินค้าในจีนเปลี่ยนแปลงไป

3) วิเคราะห์และมีหนังสือแจ้งข้อมูลกรณีพิพาทดังกล่าวไปยังหน่วยงานรัฐบาลจีนที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ เพื่อขอความร่วมมือและติดตามแก้ไขปัญหาดังกล่าวในอีกทางหนึ่ง

4) ติดต่อประสานงานที่ปรึกษากฎหมายเพื่อดำเนินคดีทางกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่คดีจะผ่านขั้นตอนของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ฝ่ายไทยอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และหากขึ้นถึงขั้นศาลและฝ่ายไทยต้องการให้ศาลจีนมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินคู่กรณีของฝ่ายจีนไว้ก่อน (กลัวว่าฟ้องชนะแล้ว ฝ่ายจีนก็ไม่มีเงินชำระหนี้) ศาลก็ขอให้ฝ่ายไทยมีหลักทรัพย์ค้ำประกันในจำนวนเท่ากันในประเทศจีนด้วย ซึ่งบ่อยครั้งที่พบว่า ฝ่ายไทยถอดใจไม่ดำเนินการต่อในขั้นนี้นี่เอง เพราะนอกจากเงินที่อาจสูญเสียไปจากกรณีพิพาทฯ แล้ว ยังต้องมีภาระในเรื่องหลักทรัพท์ค้ำประกันการอายัดทรัพย์ของคู่กรณีอีก

5) อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการไทย โดย สพต. ณ กรุงปักกิ่ง จะมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเป็นการเฉพาะในทุกกรณีพิพาทฯ เพื่อช่วยประสานงานการเดินทางมาหารือ รวบรวมข้อมูล และฟ้องร้องดำเนินคดีที่จีน ตลอดจนบริการแปลเอกสาร จัดหาล่าม และบริการเดินทางตามความเหมาะสม

 

3.     แนวทางการดำเนินการในอนาคต

แม้ว่า สพต. ณ นครปักกิ่งได้พยายามแก้ไขกรณีพิพาทฯ ที่ได้รับร้องเรียนจนคดีต่าง ๆ หดหายไปถึงครึ่งหนึ่งแล้วในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา แต่โดยที่กรณีข้อพิพาทระหว่างผู้ประกอบการไทยและจีนมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น และการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งหากผู้ประกอบการไทยยังคงใช้รูปแบบและวิธีปฏิบัติทางการค้าเช่นเดิม ผมก็เกรงว่าจะไม่สามารถลดปัญหาทางการค้าที่เกิดขึ้นได้และอาจขยายวงกว้างขึ้น หากข่าวปัญหาดังกล่าวแพร่กระจายออกไป ก็จะยิ่งเติมไฟทัศนคติเชิงลบของผู้ประกอบการไทยที่มีต่อการทำธุรกิจกับจีน อันอาจส่งผลเสียต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทย-จีนในระยะยาว

ดังนั้น เพื่อให้กรณีพิพาททางการค้าดังกล่าวได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบและเหมาะสม ผมจึงเห็นว่า หน่วยงานภาครัฐของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงพาณิชย์ ควรต้องเร่งดำเนินการหลายมาตรการดังต่อไปนี้

3.1 ประชาสัมพันธ์และรณรงค์ให้ความรู้กับผู้ประกอบการไทยในการทำการค้ากับจีน ผ่านสื่อและช่องทางต่าง ๆ ที่มีอยู่

3.2 ร่วมมือกับหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งสมาคมการค้าที่เกี่ยวข้องเผยแพร่ข้อมูล/ข้อควรระวังในการทำการค้ากับจีน

3.3 จัดสัมมนาใหญ่เพื่อให้ความรู้กับผู้ประกอบการไทย โดยนำเอากรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นไปเผยแพร่และห้ข้อคิดเกี่ยวกับแนวทางและรูปแบบการทำการค้ากับจีนที่ถูกต้องและเหมาะสม และอาจเชิญวิทยกรจีนที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าร่วมบรรยายให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน

3.4 จัดตั้งศูนย์ป้องกันและรับเรื่องร้องเรียนปัญหาทางการค้าระหว่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการไทย และให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหากรณีพิพาทฯ ในเบื้องต้น อาทิ ขั้นตอนการดำเนินงาน การจัดเตรียมเอกสาร และการติดต่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าใช้จ่ายในการติดต่อประสานงาน นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังสามารถใช้ข้อมูลที่ได้รับดังกล่าวพัฒนาเป็นฐานข้อมูลกลาง เพื่อประโยชน์ในการช่วยติดตาม/แก้ไขปัญหาทางการค้าในอนาคตอีกด้วย

 

4. ข้อแนะนำและข้อสังเกตในการทำการค้ากับจีน

                ในส่วนของผู้ประกอบการไทยนั้น ผมมีข้อแนะนำให้ระมัดระวังดังนี้

4.1ย่าเห็นแก่ได้ ใจอ่อน ใจง่าย ใจเร็ว สิ่งแรกที่ผมอยากเตือนคือ อย่าให้ข้อเสนอ “ราคาที่เย้ายวน” มาทำให้เราต้องตัดสินใจซื้อ เพราะในโลกธุรกิจ “ไม่มีของดี ราคาถูก” ไม่ว่าจะเป็นสินค้าคอมโมดิตี้หรือสินค้าที่มีแบรนด์ดีก็ตาม ดังนั้น การเสนอราคาที่ถูกจนผิดปกติก็อาจเป็นข้อสังเกตหนึ่ง ผู้ประกอบการหรือมิจฉาชีพของจีนยังอาจผูกเงื่อนไขเรื่องเวลากับราคาสินค้าที่เสนอมา เช่น ราคาที่เสนอดังกล่าวเพื่อเร่งให้เราตัดสินใจสั่งซื้อและโอนเงินก้อนแรก

หากตรวจสอบข้อพิรุธในขั้นตอนใด ๆ ของการทำธุรกรรมการค้า ก็อย่าหลงเชื่อคำหวานที่ผู้ประกอบการหรือมิจฉาชีพของจีนจะพยายามสื่อสารให้ท่านหลงเชื่อ เช่น ขอให้โอนเงินชำระค่าสินค้าเท่านั้นเท่านี้ก่อนแล้วจะเร่งดำเนินการในส่วนที่คั่งค้างให้ทันที เพราะส่วนใหญ่เราจะพบว่า เมื่อโอนเงินไปเพิ่มเติมแล้ว อำนาจต่อรองของผู้ประกอบการของไทยยิ่งลดน้อยลง กลายเป็นว่าเราต้องเป็นฝ่ายติดตามและขอร้องให้ฝ่ายจีนดำเนินการตามที่รับปากไว้แทน

ประการถัดมา อย่าเชื่อถือข้อมูลรายชื่อคู่ค้าที่ค้นพบและติดต่อสื่อสารกันเพียงทางอินเตอร์เน็ตโดยเด็ดขาด เพราะจากประสบการณ์พบว่า หลายรายเป็นเพียงเทรดเดอร์ที่จับเสือมือเปล่า แอบกินค่าหัวคิวแพง ๆ จากการติดต่อค้าขายให้ท่าน โดยไม่ยอมรับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ผมจึงขอแนะนำให้พยายามเลือกคู่ค้าฝ่ายจีนที่เป็นผู้ผลิต เพราะจะมีทุนจดทะเบียนมากและสถานที่ตั้งเป็นหลักแหล่ง หากมีระยะเวลาการประกอบการที่ยาวนานหลายปีก็ยิ่งดี

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการของไทยยังอาจสังเกต “ความเป็นตัวจริง” ได้จากแหล่งที่อยู่ของผู้ประกอบการจีนว่าสอดคล้องกับคลัสเตอร์การผลิตสินค้านั้น ๆ หรือไม่ ซึ่งในบางครั้งก็อาจเป็นการยากที่จะประเมิน เพราะฐานการผลิตสินค้าหลายประเภทในจีนกระจายตัวค่อนข้างมาก เช่น ฐานการผลิตกระเบื้องปูพื้นก็มีอยู่ในแถบมณฑลเหลียวหนิง (Liaoning) ย่านอีสานจีน ไล่ลงมาถึงมณฑลซานตง (Shandong) ฝูเจี้ยน (Fujian) และกวางตุ้ง (Guandong) ในด้านซีกตะวันออก รวมทั้งยังกระจายเข้าไปถึงซานซี (Shanxi) ส่านซี (Shaanxi) เหอหนาน (Henan) หูเป่ย (Hubei) หูหนาน (Hunan) เจียงซี (Jiangxi) และฉงชิ่ง (Chongqing) ในตอนกลางและซีกตะวันตกของจีน แต่หากคู่ค้าที่ติดต่อได้อยู่แถบกรุงปักกิ่ง เทียนจิน หรือมองโกเลียใน ก็ต้องชวนให้นึกสงสัยไว้ก่อน ว่าง่าย ๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเห็นข้อมูลที่อยู่ของผู้ผลิตหรือคู่ค้าแปลก ๆ เข้ามา ก็ขอให้เพิ่มความระมัดระวังขึ้น

ในกรณีของซัพพลายเออร์ใน Aliababa.com ท่านอาจเลือกซัพพลายเออร์ที่เป็นประเภท Paid Membership เพื่อเพิ่มความมั่นใจในระดับหนึ่ง แต่ขอเตือนว่า แม้กระทั่ง “สมาชิกทอง” (Gold Member) ก็ใช่ว่าจะไว้ใจได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์

1.14.2 พบตัวจริงก่อนตัดสินใจ ผู้ประกอบการของไทยจะพบซัพพลายเออร์และผู้ส่งออกของจีนตัวจริงได้อย่างไรกัน อันที่จริงก็มีหลายวิธี อาทิ การมาเยี่ยมชมงานแสดงสินค้านานาชาติในจีน หรือขอให้สำนักงานพาณิชย์/สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศในจีนช่วยคัดกรองและจัดส่งรายชื่อ ซึ่งเมื่อได้รายชื่อแล้วยังไม่มั่นใจ ท่านอาจตรวจสอบรายชื่อและข้อมูลของกิจการของจีนเพิ่มเติมได้จากทางเว็บไซต์ อาทิ www.yp.net.cn, www.chinaeall.com, www.cnaic.org.cn และ www.114win.com  

ข้อเสียประการหนึ่งก็คือ เว็บไซต์เหล่านี้มีแต่ภาษาจีน หลังจากนั้น ท่านอาจติดต่อขอเอกสารหนังสือจดทะเบียนนิติบุคคล รายชื่อคณะผู้บริหาร ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์และโทรสาร และอื่น ๆ ทั้งนี้ มิจฉาชีพจะไม่แจ้งข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจน เช่น อาจให้หมายเลขโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่มีข้อมูลโทรศัพท์ของสำนักงาน หรือบางครั้งมีโทรศัพท์สำนักงาน แต่ควรตรวจสอบว่ารหัสพื้นที่สอดคล้องกับที่อยู่ของบริษัทหรือไม่ อย่างไรก็ดี แม้จะได้รับข้อมูลครบถ้วน ผมก็ขอแนะนำว่า ท่านก็อย่าได้ไว้วางใจ เพราะการปลอมเอกสารเหล่านั้นกระทำได้ไม่ยาก โดยเฉพาะการส่งสำเนาเอกสารทางอินเตอร์เน็ต

ระบบไปรษณีย์ของจีนก็อาจเป็นช่องโหว่ให้แก่มิจฉาชีพ จากการตรวจสอบกรณี  พิพาทฯ หนึ่ง มิจฉาชีพรายนั้นซึ่งหลอกว่าจดทะเบียนนิติบุคคลอยู่ที่นครสือเจียจวง (Shijiazhuang) มณฑลเหอเป่ย (Hebei) และจงใจแจ้งข้อมูลที่อยู่คลาดเคลื่อน ซึ่งผมได้รับทราบจากการตรวจสอบผ่าน CCPIT ในพื้นที่ในชั้นหนึ่งแล้วว่านิติบุคคลนี้ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้องหรืออาจจะเล็กมาก แต่ยังสงสัยอยู่ว่า แล้วมิจฉาชีพดังกล่าวมารับสินค้าตัวอย่างได้อย่างไร ผมและทีมงานจึงเดินทางไปสำรวจข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่และหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องจนถึงบางอ้อในเวลาต่อมาเกี่ยวกับวิธีการทำงานของไปรษณีย์ของจีนที่ทำให้มิจฉาชีพสบช่องโอกาสในการฉ้อโกง เพราะโดยระบบของไปรษณีย์จีนแล้ว เมื่อพนักงานไปรษณีย์ไปส่งเอกสารและสินค้าตัวอย่างไม่พบสถานที่อยู่ปลายทางตามที่ระบุไว้ ก็จะใช้วิธีการติดต่อทางโทรศัพท์เป็นอันดับถัดไป และให้ผู้รับเดินทางไปรับพัสดุที่สาขาใกล้เคียงของไปรษณีย์แทน แต่โดยที่มิจฉาชีพมีการพ่วงเครื่องโทรศัพท์ต่อไปหลายทอด ทำให้เป็นการยากที่จะติดตามจับตัว

 

อย่างไรก็ดี โชคดีที่ครั้งนั้น ผมเดินทางไปตรวจพบความไม่ชอบมาพากลเสียก่อน และผู้ประกอบการของไทยก็ยังมิได้ตกลงค้าขายอะไรด้วย ทำให้ความเสียหายจำกัดอยู่ในวงแคบ เพียงแต่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดส่งสินค้าตัวอย่างไปให้เท่านั้น

สำนักงานด้านการค้าในต่างประเทศยังสามารถช่วยนัดหมายพบปะเจรจากับคู่ค้าที่มีศักยภาพให้ได้ ซึ่งท่านจะมีโอกาสพบกับผู้ผลิต/ผู้ส่งออกจีนที่น่าเชื่อถือมากมายในคราวเดียว แต่ทางที่ดี ผู้ประกอบการของไทยก็ควรหาเวลาหรือมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของบริษัทเดินทางเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ตั้งของสำนักงานและหรือโรงงาน รวมทั้งพบปะหน้าค่าตาผู้บริหารของว่าที่คู่ค้าของท่านก่อนตัดสินใจลงนามในสัญญาซื้อขายและโอนเงินใด ๆ ประการสำคัญ ท่านยังอาจขอให้ผู้แทนของสพต. ณ กรุงปักกิ่งหรือ สคร. ที่รับผิดชอบพื้นที่นั้น ๆ ไปร่วมประชุมและเจรจาการค้าด้วยก็ยิ่งดี มีอะไรเกิดขึ้นจะได้ติดตามกันง่ายขึ้น

อันที่จริง ขั้นตอนนี้นับว่ามีความสำคัญมาก แต่มักถูกมองข้ามไป ดังนั้น ผมแนะนำว่าท่านผู้ประกอบการต้องใส่ใจและขยันมากหน่อย ห้ามขี้เกียจเป็นอันขาด เมื่อไหร่ที่เริ่มคิดว่าสิ่งที่จะต้องทำเพิ่มเติม รังแต่จะเป็นภาระเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายแล้ว เมื่อนั้น ท่านเตรียมตัวที่จะต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าที่ควรจะเป็นอีกมาก

4.3ทำสัญญาซื้อขายให้รัดกุม ผู้นำเข้าของไทยอาจประสานงานผ่าน สพต. ณ กรุงปักกิ่งขอให้ CCPIT ของจีน ณ กรุงปักกิ่งช่วยตรวจสอบและให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อสัญญา ซึ่งที่ผ่านมา ผมสังเกตว่า CCPIT จะแนะนำให้กำหนดเงื่อนไขการใช้อนุญาโตตุลาการในการไกล่เกลี่ยกรณีพิพาททางการค้าในสัญญาฯ เอาไว้ด้วย โดยให้เหตุผลว่า หากไม่กำหนดเงื่อนไขดังกล่าวเอาไว้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา CCPIT อาจไม่สามารถเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาใด ๆ ได้ นอกจากนี้ ผู้นำเข้าของไทยยังอาจกำหนดเงื่อนไขการค้าและการตรวจสอบคุณภาพและปริมาณสินค้าก่อนสินค้าขนส่งลงเรือ ส่วนจะใช้ผู้เชี่ยวชาญของตนเองหรือบริษัทภายนอกก็แล้วแต่สะดวก

ข้อสังเกตประการหนึ่งก็คือ ในกรณีที่ผู้ประกอบการฝ่ายจีนเสนอราคาขายในรูปของเงินหยวน ก็อาจต้องระมัดระวัง เพราะในประการหนึ่งท่านอาจกำลังติดต่อค้าขายกับผู้ประกอบการที่ไม่เป็นมืออาชีพหรือเป็นตัวปลอมอยู่ และการค้าในรูปเงินหยวนอาจสร้างภาระทางการเงินเพิ่มขึ้น เพราะการโอนเงินผ่านธนาคารพาณิชย์มีอัตราแลกเปลี่ยนซื้อ-ขายที่กว้างมาก อาจกลายเป็นว่าผู้ประกอบการของไทยอาจซื้อสินค้าแพงกว่าที่ควรจะเป็น แถมแนวโน้มค่าเงินหยวนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็อาจทำให้ราคาสินค้าที่สั่งซื้อสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

การรับประกันและการให้บริการหลังการขายนับเป็นส่วนหนึ่งที่ผู้ประกอบการของไทยควรระบุไว้ในสัญญาโดยผูกไปกับงวดการชำระเงินด้วยเช่นกัน เพราะสินค้าบางอย่างจำเป็นต้องมีการทดสอบทดลองระยะหนึ่ง การมีช่างเทคนิคของจีนมาช่วยกำกับดูแลในช่วงการประกอบสินค้า เช่น เครื่องจักรเครื่องมือ หรือสายการผลิต แม้กระทั่งกับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือสินค้าอื่นที่ไม่สลับซับซ้อนมากนัก ก็ควรระมัดระวัง เพราะสินค้าส่งออกของจีนส่วนใหญ่ไม่มีคู่มือและคำแนะนำเป็นภาษาอังกฤษ หรืออาจแปลแบบง่าย ๆ ที่ยากต่อความเข้าใจ

4.4ตรวจดูสินค้าให้มั่นใจก่อนสั่งซื้อและขนส่ง ผมเจอกรณีหนึ่งที่แปลกแต่ขำไม่ออก กล่าวคือ ผู้ประกอบการของไทยบางรายโอนเงินไปแล้ว ก็ได้รับแจ้งภายหลังจากคู่ค้าว่า สินค้าที่สั่งไว้หมดแล้วหรือผลิตไม่ทันเวลาส่งมอบที่กำหนดไว้ ครั้นจะยกเลิกคำสั่งซื้อและให้โอนเงินคืน ฝ่ายจีนก็อ้างจะขอหักค่าบริหารจัดการและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จำนวนมาก ครั้นเรายอมให้ส่งสินค้าล่าช้า ก็บอกว่าจะขอปรับเพิ่มราคาเพราะค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น ว่าง่าย ๆ จะเอาทั้งขึ้นทั้งล่อง เหมือนปล้นกันกลางวันแสก ๆ ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของผู้นำเข้าไทยแต่ประการใด ปัญหานี้มักเกิดขึ้นในกรณีที่ราคาสินค้านั้น ๆ ในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

ในขณะที่หลายกรณีมักเกิดปัญหาในช่วงส่งมอบสินค้าที่ไม่ถูกต้อง ในเชิงปริมาณและคุณภาพ จากกรณีพิพาททางการค้าที่ได้รับแจ้งผ่าน สพต. ณ นครปักกิ่ง ร้อยละ 80 เป็นการส่งมอบสินค้าไม่ถูกต้อง ขณะที่ร้อยละ 65 มิได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่ตรวจสอบสินค้าก่อนลงเรือ แต่การระบุขั้นตอนของการตรวจสอบสินค้าก่อนลงเรือในสัญญาก็อาจไม่ใช่การแก้ไขปัญหาทั้งหมด เพราะบางรายอาจเผลอไปว่าจ้างบริษัทตรวจสอบที่ไม่มีคุณภาพและขาดความรับผิดชอบ ทำให้โดนหลอกหรือสมรู้ร่วมคิดกับฝ่ายจีนเพื่อฉ้อโกงฝ่ายไทยก็มี

จากการบอกเล่าของผู้ประกอบการไทยพบว่า กลวิธีการฉ้อโกงของฝ่ายจีนค่อนข้างแยบยลและมาในหลายรูปแบบ เช่น ในเชิงคุณภาพ ผู้ส่งออกจีนอาจจัดเตรียมสินค้าตัวอย่าง (ซึ่งเป็นไปตามสเป็กที่กำหนด) ส่งมอบให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ (แทนที่จะปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญสุ่มตรวจตามระบบ) หรือปลอมเอกสารการตรวจสอบคุณภาพสินค้าส่งไปให้ฝ่ายไทยตายใจ แต่ครั้นเวลาส่งมอบจริง ฝ่ายจีนก็ใช้สินค้าอื่นที่มีคุณภาพต่ำกว่าแทน ในกรณีของการสั่งซื้อสินค้าเคมีภัณฑ์จากจีนนั้น พบว่าสูงถึงร้อยละ 44 ของการสั่งซื้อเกิดปัญหาดังกล่าวแม้ว่าจะมีการกำหนดเงื่อนไขการตรวจสอบสินค้าก่อนลงเรือก็ตาม

ขณะที่ในเชิงปริมาณ ผู้ส่งออกก็จะจัดสินค้ามากองเตรียมไว้กลางแจ้ง และนัดหมายราว 11 โมงหรือบ่ายแก่ ๆ พร้อมให้เจ้าหน้าที่ของบริษัทตามประกบผู้เชี่ยวชาญ และปล่อยให้ตรวจสอบเพียงเล็กน้อย ถ้าผู้เชี่ยวชาญตรวจนับหรือประเมินโดยสายตาว่า สินค้าเหล่านั้นยังไม่ครบจำนวน ฝ่ายจีนก็จะแจ้งว่ายังมีสินค้าอีกส่วนหนึ่งในโกดังบ้าง หรือรอการขนส่งจากอีกแห่งหนึ่งบ้าง หลังจากนั้นก็จะให้เจ้าหน้าที่ของบริษัทชักชวนผู้เชี่ยวชาญไปทานข้าวและดื่มเหล้ากันอย่างเต็มคราบ บางรายยังมีของที่ระลึกพิเศษเสมือนเป็นการติดสินบนทางอ้อม

ในบางกรณีก็เป็นการส่งสินค้าไม่ครบจำนวนหรือขาดอุปกรณ์ในบางชิ้นส่วน เช่น ในการสั่งซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็อาจส่งมอบสายไฟฟ้าสั้นหรืออุปกรณ์ภายในที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่กำหนดไว้ บางครั้งบางชิ้นส่วนอาจเสียหายทำให้สินค้าไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งผู้ส่งออกฝ่ายจีนก็จะพยายามต่อรองเพื่อขอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเฉพาะส่วนที่เสียหาย ทั้งที่เป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ หรือไม่ยอมส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคไปซ่อมทำหรือประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปให้ตามสัญญา (เพราะได้รับเงินครบเต็มจำนวนแล้ว) หนักไปกว่านั้น หลายรายสั่งซื้อเคมีภัณฑ์ แต่ได้รับสารเคมีคุณภาพต่ำหรือสินค้าผิดประเภท เช่น น้ำผสมทราย ไปเลยก็มี

ครั้นเมื่อเกิดเรื่อง ผู้นำเข้าของไทยก็อาจมองว่า จะไปแจ้งความและฟ้องร้องดำเนินคดี หรือใช้อนุญาโตตุลาการเข้ามาไกล่เกลี่ยก็อาจเสียเวลาหรือไม่คุ้มค่า (เพราะเห็นว่าวงเงินการค้าไม่มากนัก) รวมทั้งยังอาจพบปัญหาใหม่ว่าในสัญญาซื้อขายระบุให้ใช้อนุญาโตตุลาการของ CCPIT ในอีกเมืองหนึ่ง (อาจไม่ดูสัญญาในรายละเอียดหรือไม่รู้จักเมืองเหล่านั้น) ซึ่งพอไปติดต่อประสานงานก็พบว่า CCPIT ที่เกี่ยวข้องจะรับดำเนินการให้เฉพาะกรณีพิพาทที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจดทะเบียนเป็นสมาชิกในมณฑลที่รับผิดชอบเท่านั้น ทำให้ต้องไปแจ้งความฟ้องร้องและใช้อำนาจศาลเข้าช่วย ซึ่งทำให้เรื่องยืดเยื้อและวุ่นวายกว่าจะได้ข้อสรุป ถึงตอนนั้น คู่กรณีอาจแอบปิดกิจการและหอบเงินย้ายหนีไปอยู่เมืองอื่นตั้งนานแล้ว

4.4 ตรวจสอบสินค้าและข้อมูลผู้รับเงินก่อนชำระเงิน การโอนเงินโดยไม่ระมัดระวังอาจนำไปสู่ปัญหาติดตามมาในภายหลัง ดังคำกล่าวที่ว่า “เมื่ออ้อยเข้าปากช้างแล้วก็ยากจะเอาออกมาได้” ข้อสังเกตประการหนึ่งคือ การใช้ชื่อบัญชีส่วนบุคคลในการติดต่อค้าขาย ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเลยว่า คู่ค้าที่กำลังติดต่ออยู่นี้เป็นตัวปลอม

ปัญหาอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ หากผู้ซื้อสินค้ามิได้กำหนดเงื่อนไขที่รัดกุม อาทิ การให้มีเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคของบริษัทหรือของบุคคลที่ 3 ที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนตรวจสอบจำนวนและคุณภาพสินค้าก่อนส่งขึ้นเรือ (คนที่จะโกงก็ย่อมไม่ยอมให้ตรวจสอบ) เพราะเมื่อสินค้าถึงท่าเรือปลายทางแล้ว กว่าจะเคลียร์พิธีการศุลกากร เปิดตู้สินค้าและตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าได้ ก็ต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งถึงตอนนั้นเงินค่าสินค้ามักถูกโอนเข้าไปอยู่ในบัญชีผู้ส่งออกของจีนเต็มจำนวนเรียบร้อยแล้ว เป็นภาระให้ต้องติดตามและเจรจากันอีกหลายยกกว่าจะได้เงินคืน บางรายได้เงินคืนเพียงบางส่วนหรือไม่ได้เงินคืนเลยก็มี ในกรณีที่ผู้ประกอบการของจีนไม่มีเจตนาโกง ก็อาจเสนอเงื่อนไขยอมชดใช้คืนเงินค่าสินค้าให้ แต่ยังไม่มีรายใดยอมชดใช้เงินเต็มจำนวนแม้แต่รายเดียว แต่ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ก็ไม่อยากเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี เพราะเกรงว่าชนะคดีแล้ว ก็อาจไม่ได้รับเงิน (เพราะคู่กรณีปิดกิจการหนีไป)

ทั้งนี้ จากการศึกษากรณีพิพาทฯ ที่ได้รับร้องเรียนเข้ามาก่อนหน้านี้ พบว่า สูงถึงกว่าร้อยละ 60 ของกรณีพิพาทฯ ที่ผู้นำเข้าไทยไม่ได้รับเงินคืนแม้แต่บาทเดียว ขณะที่ร้อยละ 20 ได้รับเงินคืนเพียงบางส่วน ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินที่จ่ายไปเสียอีก และไม่ถึงร้อยละ 20 ของจำนวนกรณีพิพาทฯ ที่ได้รับเงินคืนเต็มจำนวน

4.5แฮกเกอร์ระบาดในจีน ปัญหาดูเหมือนจะชัดเจนและรุนแรงมากขึ้นเมื่อระยะหลังนี้มีแฮกเกอร์มือดีเข้ามา “ลุย” ในตลาดจีน แฮกเกอร์เหล่านี้จะเข้ามาเจาะหาข้อมูลอีเมล์ของคุณหรือคู่ค้าของคุณ รอจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงสำคัญของการโอนชำระเงิน ก็จะสวมรอยเข้ามาโดยเปลี่ยนชื่ออีเมล์คู่ค้าทั้งสองฝ่ายเพียงเล็กน้อย ถ้าไม่สังเกตชื่อให้ดี ก็จะไม่ทราบว่าคุณกำลังคุยอยู่กับคู่ค้าตัวจริงหรือไม่ หลังจากนั้น แฮกเกอร์เหล่านี้ก็จะแจ้งหรือขอเปลี่ยนชื่อและนามสกุล เลขบัญชีธนาคาร และข้อมูลอื่น ๆ

เมื่อกลางปีที่ผ่านมา มีกรณีพิพาทฯ หนึ่งที่ผมได้รับแจ้ง เมื่อสอบถามในรายละเอียดแล้ว พบว่าเป็นธุรกรรมการซื้อขายทางอินเตอร์เน็ตระหว่างผู้ประกอบการของไทยและเกาหลีใต้ มิจฉาชีพเหล่านี้ก็ยังอุตส่าห์ไปหาเหยื่อมาจนได้ และแจ้งผู้ซื้อของไทยให้โอนเงินเข้ามาบัญชีส่วนบุคคลที่เมืองจีนแทนก็มี โชคดีที่ผู้ซื้อของไทยแจ้งข้อมูลการโอนเงินคลาดเคลื่อนไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เลยทำให้เป็นช่องทางให้สามารถประสานงานกับธนาคารกสิกรไทยช่วยยกเลิกการโอนเงินดังกล่าวไปได้

จากการสอบถามผู้คนในวงการพบว่า แฮกเกอร์เหล่านี้มีคนผิวสีร่วมมือกับคนจีนทำกันเป็นขบวนการ และกระจายไปในหลายเมืองของจีน ดังนั้น สพต. ณ กรุงปักกิ่งขอให้ผู้ประกอบการทุกท่านที่ค้าขายกับจีนและใช้อินเตอร์เน็ตในการสื่อสารโปรดระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้นำเข้า โดยเฉพาะในกรณีที่มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงเลขบัญชีใด ๆ เพื่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของท่าน เพราะในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา สพต. ณ กรุงปักกิ่งได้รับเรื่องร้องเรียนเช่นนี้ถึง 3 เรื่องด้วยกัน

4.6มีสติและรอบคอบเมื่อรับรู้ปัญหา ในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นแล้ว ก็อย่าตกอกตกใจจนขาดสติ ต้องนิ่งและคิดในเชิงบวก รวมทั้งมีความหวังว่าจะได้เงินที่จ่ายไปก่อนหน้านี้กลับคืนมา บางรายโทรศัพท์เข้ามาติดต่อที่สำนักงานอย่างแตกตื่นจนผมเองก็ฟังไม่ได้ศัพท์ พอผมซักถามข้อมูลที่มาที่ไปของกรณีพิพาทฯ เข้าก็พบว่า ผู้แจ้งเองก็ยังไม่ทราบรายละเอียดมากนัก ต้องขอเวลารวบรวมและจัดส่งข้อมูลในภายหลังบางรายหายไปนานจนเราต้องประสานงานกับไปแทนก็มี ผมแนะนำว่าผู้ประกอบการของไทยต้องวิเคราะห์สาเหตุหลักของปัญหา วางแผน และดำเนินการอย่างเป็นระบบและเป็นขั้นเป็นตอน อาทิ การเตรียมความพร้อมด้านเอกสารการค้าและอีเมล์ที่เคยสื่อสารระหว่างกัน การว่าจ้างหน่วยงานตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่ได้รับการรับรองหรือเป็นที่ยอมรับในเวทีการค้าระหว่างประเทศ พร้อมข้อมูลของสินค้าในล็อตนั้น ๆ อย่างชัดเจน ไม่อย่างนั้นแล้วจะมัดตัวมิจฉาชีพจีนได้ยาก รวมทั้งการพยายามติดต่อประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหานั้น ๆ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานมากมายที่พร้อมจะอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือผู้ประกอบการของไทย

 

5. บทสรุป

ทั้งหมดที่ผมได้รวบรวมและถ่ายทอดมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกรณีพิพาทฯ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ เมื่อเวลาผ่านไป การเริ่มต้นอย่างระมัดระวังเป็นเรื่องสำคัญ ยังไงก็อย่าให้ส่วนต่างของราคาและเงื่อนไขพิเศษมาเป็นตัวล่อใจ จนถลำลึกติดกับของมิจฉาชีพเหล่านี้ เพราะ “เสียเงิน” ก็แย่พอดูอยู่แล้ว ยังอาจต้องมา “เสียเชิง” เพิ่มเติมอีก มันยอมกันไม่ได้ ประการสำคัญ กลอุบายของผู้ประกอบการและมิจฉาชีพของจีนที่อาจนำไปสู่กรณีพิพาทฯ และคดีฉ้อโกงก็อาจได้รับการปรับเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ข้อแนะนำและข้อสังเกตที่ผมได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้ก็มิอาจเป็นเครื่องรับประกัน “ความปลอดภัย” จากผู้ประกอบการและมิจฉาชีพดังกล่าวได้ ครั้นเมื่อตรวจพบปัญหากรณีพิพาทฯ ก็จำเป็นที่ผู้ประกอบการไทยจะต้องมีความรอบคอบและดำรงไว้ซึ่งสติอยู่เสมอ “ใจเย็น แต่อย่าเย็นใจ” เพราะคู่กรณีของท่านอาจไม่เปิดกิจการรอท่านไปทวงเงินที่ชำระค่าสินค้าคืนนานนัก

หากท่านผู้ประกอบการของไทยไม่ประสบความสำเร็จในการดึงเอาเม็ดเงินที่จ่ายออกไปกลับคืนมา ก็กรุณา “อย่าถอดใจ” ผมขอให้คิดเสียว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประสบการณ์อันมีค่าที่ผู้ประกอบการไทยน้อยรายนักจะได้มีโอกาสประสบด้วยตนเอง แม้ว่าบางรายจะต้องเสีย “ค่าครู” แพงมากก็ตาม ประสบการณ์อันขมขื่นและน่าเจ็บใจนี้จะช่วยให้กิจการของท่านเข้มแข็งและไม่พลาดง่าย ๆ อีกในอนาคต

ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ “ต้องคิดค้าขายเอาเงินที่เสียไปคืนมา” เพราะท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง และการเดินหน้าขยายกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีนโดยลำดับ โอกาสและศักยภาพทางธุรกิจของไทยในจีนยังจะขยายตัวไปได้อีกมาก ผมจึงไม่อยากเห็นกรณีพิพาทฯ และการฉ้อโกงกันทางการค้าของผู้ประกอบการจีนหรือกลุ่มมิจฉาชีพมาทำลายความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและหยุดโอกาสอันมหาศาลทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยและจีนที่ผู้ประกอบการไทยพึงจะได้รับในอนาคต ... ยังไงก็ต้องลองลุยกันอีกสักตั้งหนึ่ง

 

---------------------------------------------

 

รวบรวมและเรียบเรียงโดย

ดร. ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงปักกิ่ง

สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง

ธันวาคม 2554

ธุรกิจศัลยกรรม และความงามในจีน

โพสต์9 พ.ย. 2554, 00:30โดยKevin Ma   [ อัปเดต 9 พ.ย. 2554, 00:35 ]




ธุรกิจศัลยกรรมและความงามในจีน

 

สำหรับประเทศจีนแล้ว ในยุคของสังคมนิยมเมื่อ 20 ปีก่อน คนจีนอดอยาก ดิ้นรนเพื่อเลี้ยงชีพ และ ยังคงยึดแนวความคิดดั้งเดิม เคร่งครัดอยู่ในกรอบจารีตประเพณี แต่งตัวเรียบร้อยไม่มีสีสัน ถ้าหากมีใครเคยไปประเทศจีนในยุคนั้น จะพบว่าทั้งผู้ชาย ผู้หญิงแต่งชุดเทาสีเดียว สำหรับผู้หญิงคงยังไม่รู้จักคำว่าลิปสติค ยิ่งในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมใหญ่ 10 ปี คือตั้งแต่ 1966 ถึงปี 1976 ถ้าใครแต่งตัวมีสีสัน อาจจะโดนข้อหาพวกทุนนิยม มีโทษจำคุก

        แต่หลังจากเปิดประเทศปี 1978 เป็นต้น คนจีนซึ่งไม่เคยสัมผัสวัฒนธรรมตะวันตกมาก่อน เมื่อได้มาพบเจอจึงไม่สามารถแยกแยะความหนักเบาเหมาะสมได้ ส่งผลให้คนจีนโดยเฉพาะสาวๆได้พยายามเลียนแบบแต่งตัวเปรี้ยวยิ่งกว่าทุกชาติ สำหรับสาวจีนคงไม่มีใครไม่รู้จัก สายเดียว โชว์สะดือ รองเท้าส้นตึก และนอกจากแต่งตัวเพื่อให้ตัวเองดูดีแล้ว ยังต้องมาเสียเงินนับหมื่นนับแสนทำศัลยกรรมเสริมสวยเพื่อแลกกับโศกนาฎกรรมเสียโฉมบ้าง หรือความสมหวังบ้างซึ่งแล้วแต่กรณี


ปัจจุบันที่ประเทศจีนมีร้านทำศัลยกรรม เสริมสวยถึง 1,540,000 ร้าน มูลค่าต่อปี 168,000 ล้านหยวน คิดเป็น 1.8 % ของผลผลิตมวลรวม ซึ่งยอดจำหน่ายเครื่องสำอางถึง 160,000 ล้านหยวนและเติบโต 20 % ต่อปี

 

 ในช่วงแรกนั้นธุรกิจร้านศัลยกรรมเสริมสวยยังมีไม่มากนักเนื่องจากการขาดประสบการณ์ เพิ่งมาบูมมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และหลายร้านมีเครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมแพทย์ที่มีประสบการณ์ดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันมีร้านบางแห่งที่กฎหมายไม่รับรองอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีประชาชนให้ความสนใจที่จะใช้บริการร้านนั้นๆ โดยร้านดังกล่าวไม่ได้คำนึงถึงผู้บริโภคหากแต่ต้องการแค่เงินเพียงอย่างเดียว


ราคาการทำศัลยกรรมเสริมสวยนับว่าแพงมาก ถ้าลูกค้าต้องการทำรายการทุกอย่างราคาจะอยู่ที่ประมาณ 400,000 หยวน หรือเท่ากับ 2 ล้านบาท ถึงแม้ราคาจะค่อนข้างแพง แต่บรรดาหญิงสาวก็ยินดีจะจ่ายเพื่อแลกกับความสวย ที่ผ่านมาคนที่ผ่านการทำศัลยกรรมส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จ สามารถทำให้หน้าตาของบุคคลนั้นเปลี่ยนไปอีกบุคคลหนึ่งได้อย่างเหลือเชื่อ เคยมีกรณีของสองคนถือหนังสือเดินทางที่เป็นรูปเดิมผ่านด่านศุลกากรเพื่อไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ต้องมาเสียเวลาพิสูจน์ เพราะว่าตัวจริงกับรูปในหนังสือเดินผิดกันราวฟ้ากับดิน ที่มณฑลเสฉวนเมื่อปีก่อนมีการประกวดนางงาม คนที่ได้ชนะเลิศคือผู้หญิงที่ผ่านการทำศัลยกรรม สุดท้ายคณะกรรมการถูกตำหนิจากหลายฝ่าย ทำให้ต้องถอดถอนตำแหน่งในภายหลัง อีกรายหนึ่งก่อนทำศัลยกรรมหน้าตาไม่สวยเลย แต่หลังจากทำศัลยกรรมไปเปลี่ยนเป็นคนอีกคนหนึ่ง หลังจากนั้นแทบจะในทันทีมีหนุ่มมาชอบและสุดท้ายได้แต่งงานกัน แต่หลังสามีรู้ความจริง ก็ขอหย่าในทันที การทำศัลยกรรมที่ประสบความสำเร็จก็มีแต่ต้องผิดหวังก็มีมายอยู่เหมือนกัน มีหลายรายที่ทำศัลยกรรมเสริมทรงอกสุดท้าย ทำให้เต้านมเน่าเสียต้องตัดทิ้ง กลายเป็นคดีฟ้องศาล แต่อย่างไรก็ดีธุรกิจการทำศัลยกรรมเสริมสวยที่จีนกำลังเติบโต เพราะว่ารายได้จากธุรกิจเสริมสวยและร้านขายเครื่องสำอางถือได้ว่ายังเติบโตต่อไปได้อีก ถ้าเป็นร้านทำศัลยกรรมเสริมสวยที่ค่อนข้างมีมาตรฐานนั้นราคานับว่าแพงมาก ในประเทศจีนร้านแทบทุกร้านกำหนดราคาพอๆกันและติดประกาศราคาอย่างชัดเจน โดยราคาจะอยู่ในอัตราพอๆกัน โดยการทำตาสองชั้นจะอยู่ที่ 1,600 หยวนจัดการรอยเหี่ยวย่นจะอยู่ที่ 3,200 หยวน ทำคิ้วโก่ง 2,000 หยวน เสริมดั้ง 8000 ทำทรวงอก 20,000 เสริมริมฝีปากให้อวบอิ่ม 3,500 หยวน ดูดไขมันหน้าท้อง 2,500 หยวน ลดสิวกระฝ้าอยู่ระหว่าง 4,000 ถึง 8,000 หยวน แม้กระทั้งฉีดยาชาแค่เข็มเดียวยังมีราคาสูงถึง 2,000 หยวน  

 

โอกาสการลงทุนของธุรกิจศัลยกรรมและความงามไทยในจีน

ตลาดธุรกิจศัลยกรรมในไทยมีมูลค่า 11,000 ล้านบาท มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องปีละ 10% เป็นธุรกิจที่มีโอกาสที่จะขยายตัวได้อีกมากเนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนมาก เช่น กระแสความนิยมจากต่างประเทศ การหันมาเอาใจใส่สุขภาพมากขึ้นเนื่องมีแนวคดด้านการเสริมความงามที่เปลี่ยนไปจากเดิม ขยายตลาดเนื่องจากในจีนมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูง และยังมีช่องทางในส่วนของตลาดเสริมความงาม มีอำนาจการต่อรองเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการสั่งซื้อที่เพิ่มมากขึ้นจากตลาดในจีน เป็นธุรกิจที่นักลงทุนสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจได้ง่าย เนื่องจากธุรกิจไม่ซับซ้อน เป็นธุรกิจที่ชำระค่าบริการเป็นเงินสด ทำให้สามารถนำเงินมาใช้หมุนเวียนในธุรกิจ เช่น การซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้และวัตถุดิบที่ใช้ในการเสริมความงามได้ ประเทศไทยมีความหลากหลายทางด้านสมุนไพรไทย ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการให้บริการด้านความงามได้ แพทย์ไทยมีฝีมือและได้รับการยอมรับจากต่างระเทศในด้านศัลยกรรม

จำนวนประชากรที่มีมากถึง 1.3 พันล้านคน ทำให้จีนเป็นตลาดของผู้บริโภคที่ใหญ่มากดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุน การสำรวจ อันดับศูนย์กลางการผ่าตัดเสริมความงามที่เพิ่มขึ้น 25 ประเทศทั่วโลก เผยให้เห็นถึงลำดับชั้นของประเทศจีนที่มีการเสริมความงามด้วยการผ่าตัดและไม่ใช้การผ่าตัดมากที่สุด เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา


โดยจากสถิติพบว่า ธุรกิจด้านความงามมีการเติบโตอย่างรวดเร็วถึงปีละ 30% ในปี 2005 มูลค่าของธุรกิจความงามในจีนอยู่ที่กว่า 400,000 ล้านหยวน จัดเป็นอันดับ 8 ของโลก ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียก็เป็นรองแค่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ส่วนในปี 2006 เพียงแค่ธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับความงามก็มีมูลค่าที่มากถึง 200,000 ล้านหยวนแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มอีกเท่าตัวภายในระยะเวลา 5 ปี กลุ่มบุคคลที่เป็นผู้บริโภคหลักในธุรกิจประเภทนี้มักกระจุกตัวอยู่ตามเมืองใหญ่และเขตตามแนวชายฝั่ง การเติบโตของอุตสาหกรรม จีนมีธุรกิจด้านศัลยกรรมเสริมความงามประมาณ 1,000,000 แห่ง ในจำนวนนี้เกือบทั้งหมดบริการโดยไม่ได้มาตรฐานมาตลอดสิบปีที่ผ่านมา ผู้หญิงจีนได้รับอันตรายจากศัลยกรรมเสริมความงามมากกว่า 200,000 คน จีนได้เปิดประเทศเพื่อการพัฒนา ทำให้วัฒนธรรมตะวันตกเข้าสู่จีนมากขึ้น ผู้หญิงจีนรุ่นใหม่จะได้รับอิทธิพลด้านความงามจากสื่อต่างๆ มากมายโดยเฉพาะนิตยสารต่างประเทศและภาพยนตร์ จึงได้นิยมไปทำศัลยกรรมเสริมความงามกันมากยิ่งขึ้น

 

จากข้อมูลของโรงพยาบาลศัลยกรรมเสริมความงามแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่ง พบว่าในแต่ละวันมีผู้หญิงเข้ามาบริการผ่าตัดเสริมความงามมากกว่า 200 คน ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าจากอดีต กลุ่มที่ต้องการเข้ามาฟื้นฟูเรื่องของริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของใบหน้าคือกลุ่มสำคัญที่สุดของธุรกิจทางด้านความงาม เริ่มที่อายุ 30 ปีต้นๆ ถึงกลุ่มคนช่วงวัย 50 ปีขึ้นไป กลุ่มแสวงหาเป็นกลุ่มคนที่มีหรือไม่มีปัญหาในเรื่องผิวหน้าก็ได้ แต่มีปัญหาในเรื่องความไม่พอใจหน้าตา และรูปร่างของตัวเองที่มีอยู่ เช่นต้องการผ่าตัดตา 2 ชั้น ต้องการทำจมูกทำคางให้เรียวเล็ก เสริมหน้าอก หรือกระชับสัดส่วน กลุ่ม Look Good for personality ต้องการให้ตัวเองดูดี กลุ่มที่ต้องการเสริมความมั่นใจให้กับตัวเอง

 

แนวโน้มของกลุ่มลูกค้าในจีนที่นิยมเสริมความงามและบำรุงผิวพรรณกำลังหันไปสู่ทิศทางใหม่ จากกลุ่มผู้หญิง วัย 35-45 ปี เป็นสาวรุ่นเยาว์วัย 20-30 ปี ที่มีทัศนคติใหม่ในการใช้ชีวิต เปิดโอกาสให้ธุรกิจสปาและเสริมความงามของไทยได้เจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ในจีนได้มากยิ่งขึ้น

หนังสือพิมพ์ China Daily ของจีน รายงานว่า กลุ่มลูกค้าหลักที่นิยมไปใช้บริการยังสถานเสริมความงามและบำรุงผิวพรรณในจีนมีแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจ โดยเปลี่ยนจากผู้หญิงวัยกลางคนซึ่งป็นกลุ่มที่มีหน้าที่การงานดี หรือแม่บ้านจากครอบครัวที่มีฐานะดี มาสู่กลุ่มสาวรุ่นเยาว์ที่หันมาให้ความสนใจในเรื่องรูปร่างหน้าตา และใส่ใจสภาพของผิวพรรณตั้งแต่วัยสาว จนถึงขนาดที่ต้องการใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ


ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสปาเสริมความงามและสุขภาพ Decleor Health and Beauty Spa ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเสริมความงานระดับไฮเอ็นด์ที่มีสาขาในจีนกว่า 100 แห่งใน 40 เมืองทั่วจีน เปิดเผยว่า ปัจจุบันช่วงอายุของกลุ่มผู้นิยมใช้บริการสปาและสถานเสริมความงามในจีน ลดลงจากกลุ่มผู้หญิงอายุ35-45 ปี  มาเป็นกลุ่มหญิงสาววัย 20-30 ปีที่หันมาใช้บริการด้านสปาและการบำรุงผิวพรรณมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และลูกค้าที่มาใช้บริการบ่อย จะเข้ามาทุกๆ 2 วัน/ ครั้ง ครั้งละ 80-100 นาที ราคาครั้งละ 600 หยวน  

 

ส่วน I SPA ธุรกิจสปาไฮเอ็นสไตล์ไทยในกรุงปักกิ่ง เปิดเผยว่า ลูกค้าผู้หญิงกลุ่มผู้บริหารระดับสูงและเจ้าของกิจการที่มาใช้บริการ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุระหว่าง 28-45 ปี โดยจะมารับบริการบำรุงผิวหน้าและผิวตัว

 

ข้อมูลข้างต้นสอดคล้องกับรายงานของสมาคมทรงผมและเสริมความงามของจีน (China Hairdressing and Beauty Association) ที่คาดว่า ผู้บริโภคหลักของธุรกิจและผลิตภัณฑ์เสริม ความงามและเครื่องสำอาง จะผันสู่กลุ่มผู้ที่มีอายุ 20-30 กว่าปี (หรือผู้ที่เกิดในช่วงปีค.ศ. 1980-1999) ซึ่งมีทัศนคติในการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป สาว ๆ รุ่นใหม่เหล่านี้มองว่า การลงทุนในด้านรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณที่ดูดี เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดคุณค่าและคุณภาพชีวิตของตน แทนตัววัดเดิมประเภทความมั่งคั่ง

 

ปัจจุบันธุรกิจเสริมความงานในประเทศจีนได้รับความนิยมมาก และมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ลดน้ำหนัก ศูนย์ศัลยกรรมเสริมความงาม การนวดแผนโบราณ และสปา ซึ่งเมืองไทยมีชื่อเสียงในด้านนี้เป็นอย่างมาก โดยในปัจจุบันธุรกิจการนวดแผนโบราณแบบไทยในจีน มีคนไทยดูแลกิจการ แต่ไม่ใช่ธุรกิจของไทยทั้งหมด และในปัจจุบันกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ก็ได้เร่งผลักดันในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีในการลงทุนในจีนอีกทางหนึ่งด้วย

 

 

เจาะตลาดธุรกิจศัลยกรรมในจีน

 

เพราะรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรจีนนั้นสูงขึ้นทุกวัน  สัดส่วนของผู้สูงอายุก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องจากยังเป็นกลุ่มประชากรก่อนนโยบายการมีบุตรคนเดียว อีกทั้งจีนก็ยังเป็นประเทศที่มีชาวต่างชาติเข้าลงทุนเป็นจำนวนมากและบรรดานักธุรกิจเหล่านี้ต่างก็ต้องการได้รับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานระดับสูง แต่ด้วยความที่ก่อนหน้านี้จีนมัวแต่มุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจจึงทำให้ระบบการรักษาพยาบาลในจีนยังไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร ประเทศไทยของเราเองก็ขึ้นชื่อว่ามีระบบการรักษาพยาบาลที่เป็นอันดับต้นๆของภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะเรื่องธุรกิจด้านศัลยกรรมความงามที่ยังไงแพทย์ไทยก็ไม่แพ้แพทย์จีนอย่างแน่นอน จึงเป็นโอกาสดีที่โรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจศัลกรรมของไทยจะเข้าไปเจาะตลาดในจีนแห่งนี้

 

ปัจจุบันชาวจีนให้ความใส่ใจในเรื่องของสุขภาพที่นอกเหนือจากแค่การรักษาพยาบาลมากขึ้น เพราะถือเป็นวิธีรักษาสุขภาพและผ่อนคลายความตึงเครียดที่ดีหลังจากที่ต้องเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน จึงนับว่าเป็นโอกาสอันดีสำหรับนักลงทุนชาวไทย เพราะประเทศของไทยนั้นก็ขึ้นชื่อเรื่องธุรกิจบำบัดสุขภาพทำนองนี้อยู่แล้ว อีกทั้งการที่ไทยเป็นแผ่นดินที่อุดมไปด้วยสมุนไพรและดอกไม้นานาชนิดทำให้เรื่องเครื่องหอมของไทยก็ไม่เป็นรองชาติใดเช่นกัน การทำธุรกิจจำพวกการจับเส้น นวดฝ่าเท้า นวดตัว อบตัว สปาสมุนไพรจึงเป็นอีกช่องทางทำเงินอีกช่องทางหนึ่งได้ ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้นอีกด้วย

 

กลุ่มลูกค้าที่ต้องการบริการศัลยกรรมตกแต่ง ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการให้บริการศัลยกรรมตกแต่งค่อนข้างสูง ทั้งการทำศัลยกรรมเพื่อลดปมด้อย ลดความผิดปกติ หรือ เสริมสัดส่วนภายในร่างกายให้ดูดีหรือสวยงามขึ้น ซึ่งแล้วแต่วัตถุประสงค์เฉพาะบุคคล เช่น การเสริมจมูก ทำตา เสริมคาง เสริมทรวงอก ดูดไขมัน และผ่าตัดแปลงเพศเป็นต้น โดยที่ผ่านมา ทักษะฝีมือของแพทย์ไทย เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ ประการสำคัญ การทำศัลยกรรมของไทย ยังช่วยให้คนไข้สามารถประหยัดค่าจ่ายลงไปได้มาก เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่าย ในการใช้บริการของประเทศอื่นๆ

 

    เป็นที่น่าสังเกตว่า การให้บริการคนไข้ชาวต่างชาตินั้น มิได้จำกัดอยู่เพียงโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ธุรกิจประเภทเอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม ก็มีความสามารถที่จะมีส่วนร่วมในการให้บริการลูกค้าในกลุ่มนี้ได้เช่นเดียวกัน อาทิ คลินิกศัลยกรรมตกแต่ง ตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ธุรกิจบริการรับจัดส่ง แม่บ้าน พี่เลี้ยง หรือพยาบาล สำหรับเด็ก และผู้สูงอายุ ที่เจ็บป่วย หรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ สำหรับชาวต่างชาติที่พักอาศัย ทำงาน หรือเข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนเป็นระยะเวลานานๆในจีน หรือธุรกิจนำเที่ยว เชิงสุขภาพเพื่อขายโปรแกรมท่องเที่ยวที่เน้นบริการด้านสุขภาพควบคู่ไปกับการพักผ่อน เช่น โปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพ และโปรแกรมลดความเครียด รวมทั้งการตรวจสุขภาพ โดยพักในโรงแรม ระดับ 5 ดาว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่สามารถนำมาให้บริการกับคนไข้ชาวต่างชาติและผู้ติดตาม อาทิ ธุรกิจสปา ธุรกิจร้านเสริมความงาม ธุรกิจนวดแผนไทย ธุรกิจสมุนไพรไทย ธุรกิจด้านที่พักในรูปแบบเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เข้ามารองรับตลาดครอบครัวคนไข้ชาวต่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวที่ ติดตามคนไข้เข้ามา และต้องการพักอาศัยอยู่ใกล้ๆกับโรงพยาบาล เป็นต้น

 


  สำหรับแนวทางปฏิบัติของผู้สนใจในการทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ เพื่อรองรับลูกค้าชาวจีนและชาวต่างชาตินั้น จำเป็นต้องศึกษาปัจจัยในหลายๆด้าน เพื่อธุรกิจจะได้สามารถดำเนินไปด้วย ความราบรื่น และประสบผลสำเร็จ ซึ่งประกอบไปด้วย

 

          ทำเลที่ตั้ง การจะดำเนินธุรกิจเพื่อรองรับลูกค้า ควรเลือกทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย อาทิ ตามแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยม ทำเลที่เหมาะสมอีกแห่งก็คือ พื้นที่ใกล้นิคมอุตสาหกรรม ที่มีชาวต่างชาติ เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานเป็นจำนวนมาก ส่งผลทำให้มีชาวต่างชาติพักอาศัยอยู่พอสมควร

 

การซื้ออาคารหรืออสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนเพื่อเข้ามาลงทุนทำธุรกิจในจีน ราคาของอาคารทั่วไป ตารางเมตรละประมาณ 1-2 หมื่น หยวน หรือประมาน 5 หมื่นถึงหนึ่งแสนบาท ค่าตกแต่งภายตัวอาคารที่มีขนาดไม่เกิน 60-70 ตารางเมตร ประมาณ 4-5 หมื่นหยวน หรือประมาณ 2-2.5 แสนบาท  ถ้าขนาดพื้นที่ของอาคารน้อยกว่า 90 ตารางเมตร ต้องวางเงินดาวน์ 20% ถ้าขนาดพื้นที่อาคารเกิน 90 ตารางเมตร ต้องวางเงินดาวน์ 30% ของราคาทั้งหมด

 

บุคลากร เป็นส่วนสำคัญที่จะบ่งชี้ถึงความสำเร็จของการเปิดดำเนินธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันบุคลากร พนักงานสปา และนวดแผนไทย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในจีน  ซึ่งหากเป็นผู้ที่มีทักษะฝีมือ จะเป็นที่ต้องการของธุรกิจอย่างมาก

 

บุคลากรในประเภทนี้สามารถจะเข้ามาประกอบอาชีพในประเทศจีนได้ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีวีซ่าทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับสวัสดิการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับค่าจ้างตามที่ตกลงไว้และโดย โดยกฎระเบียบการลงทุนของบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในประเทศจีน บริษัทต้องมีเงินลงทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 3 ล้านหยวน หรือประมาณ 15 ล้านบาท ขึ้นไป ถึงจะสามารถ รับบุคลากรหรือแรงงานที่มีความรู้หรือประสบการณ์เฉพาะทางเข้ามาทำงานในบริษัทของตนได้  1-2 คน

  

 

กฎหมายและระเบียบข้อบังคับของทางการจีนที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลจีนได้บัญญัติกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองและประกันคุณภาพชีวิตแรงงาน เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการไม่เลือกปฏิบัติในที่ทำงาน กำหนดเวลาทำงาน ค่าจ้าง ความปลอดภัยในการทำงาน การประกันสังคม และกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน

 

ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับชาวต่างชาติทำงานในจีน

มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2539 กำหนดว่า ชาวต่างชาติต้องมีใบอนุญาตทำงานที่ทางการจีนออกให้ถึงจะสามารถทำงานในประเทศจีนได้ และชาวต่างชาติต้องมีคุณสมบัติตามข้อกำหนดของรัฐบาลจีนถึงจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอใบอนุญาตทำงาน ดังนี้

- อายุ 18 ปี บริบูรณ์

- มีทักษะที่จำเป็นและประสบการณ์ทำงาน

- ไม่มีประวัติการทำผิดทางกฎหมาย

- มีสัญญาจ้างงานกับหน่วยงานหรือบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศจีนแล้ว

- มีหนังสือเดินทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ปัจจุบัน ขั้นตอนปฏิบัติในการทำงานในจีนของชาวต่างชาติมีดังนี้

- ตรวจสุขภาพ (จากโรงพยาบาลในประเทศของตนหรือโรงพยาบาลในประเทศจีน)

- ขอใบอนุญาตทำงาน

- ขอวีซ่าทำงานจาก สอท. จีนในต่างประเทศ โดยต้องมีหนังสือเชิญจากนายจ้างประกอบ

- ขึ้นทะเบียนใบพำนักในประเทศจีน (ติดต่อสำนักงาน Exit-Entry Administration, Bureau of the Ministry of Public Security ของแต่ละพื้นที่)

 

 

 

ข้อควรคำนึงในการเข้าไปลงทุนทำธุรกิจในประเทศจีน

 

1. ต้องมั่นใจว่าสินค้าและบริการโดดเด่นพอที่จะเอาชนะคู่แข่งได้ เพราะนอกจากต้องขับเคี่ยวกับนักธุรกิจชาวจีนที่เป็นเจ้าถิ่นแล้ว ยังมีคู่แข่งเป็นนักธุรกิจชาวต่างชาติที่เข้าไปลงทุนอีกเป็นจำนวนมาก

 

2. ควรเลือกที่จะเจาะเฉพาะพื้นที่ที่คิดว่าเหมาะสมไปเลยจะดีกว่าการที่มุ่งกระจายสินค้าไปตามที่ต่างๆ เพราะจีนมีภูมิประเทศที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน ซึ่งส่งผลให้ต้องเสียค่าคมนาคมขนส่งเป็นจำนวนมาก

 

3. รู้กฎหมายอย่างเดียวไม่พอ จำเป็นต้องมีเส้นสายและสัมพันธ์อันดีกับบุคคลสำคัญในพื้นที่อีกด้วยเพราะนอกจากเจ้าหน้าที่จีนจะมักใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคลแล้ว กฎหมายส่วนใหญ่ก็ยังเอื้อต่อคนในชาติเสียมากกว่า

 

4. เลือกหุ้นส่วนอย่างรอบคอบ และมีการบันทึกการตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพราะมีนักธุรกิจชาวจีนจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะญาติดีกับนักธุรกิจต่างชาติก่อนที่จะกอบโกยผลประโยชน์ใส่ตนทันทีในภายหลัง

 

5. สินค้าควรเป็นสินค้าที่มีเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง และที่สำคัญขั้นตอนการผลิตควรเก็บเป็นความลับเพราะไม่อย่างนั้นคุณอาจต้องไปทำการตลาดแข่งกับสินค้าของเจ้าถิ่นที่เหมือนกันทุกประการ

 

6. ต้องรู้ภาษาจีน หรือมีล่ามที่ไว้ใจได้ เพราะมันจะช่วยให้การประกอบธุรกิจง่ายขึ้น และที่สำคัญต้องหมั่นไปเยี่ยมชมกิจการที่จีนด้วยตนเอง อย่าปล่อยให้หุ้นส่วนในจีนเป็นผู้ดำเนินการแต่เพียงผู้เดียว

 

7. แม้ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงไร แต่จีนก็ยังนับว่าเป็นชาติที่ยึดถือเรื่องสิริมงคล และโชคลางเป็นที่สุด ฉะนั้นการที่คุณมุ่งทำธุรกิจกับนักลงทุนชาวจีน จำเป็นต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของเขาด้วย

 

8. แม้จะมีประชากรเยอะ แต่จีนก็ยังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอยู่ดี ซึ่งแรงงานในที่นี้ก็คือแรงงานระดับปัญญาชนนั่นเอง



เรียบเรียงโดย สคต.เซี่ยเหมิน

 

ข้อควรระวังในการทำนิติกรรมสัญญาซื้อขายกับจีน

โพสต์9 พ.ย. 2554, 00:19โดยKevin Ma


ข้อควรระวังในการทำนิติกรรมสัญญาซื้อขายกับจีน


เมื่อต้องการทำสัญญาซื้อขาย กับคู่ค้าในประเทศจีน ผู้ประกอบการไทยมักอาศัยความน่าเชื่อถือระหว่างคู่สัญญาเป็นหลักในการชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา แต่การที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในสัญญานั้น มักส่งผลให้การซื้อขายหยุดชะงักลง และเกิดความเสียหายต่อผู้ประกอบการอีกฝ่ายหนึ่งในทันที

ผู้ประกอบการไทยหลายรายที่ได้รับความเสียหายจากการทำนิติกรรมสัญญาซื้อขายกับจีนโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเพราะไว้ใจคู่ค้ามากเกินไป ส่งผลให้ไม่ระมัดระวังในเรื่องการทำนิติกรรมสัญญา ก่อนอื่นควรรู้ก่อนว่าสัญญาแบบไหนที่มีผลบังคับใช้สมบูรณ์ ต้องอ่านให้ละเอียดก่อนที่จะเซ็นลงไปในสัญญานั้นเพื่อที่จะได้ไม่เสียเปรียบผู้อื่น หนังสือสัญญานั้น อาจทำขึ้นเองหรือซื้อจากที่เขาทำจำหน่าย ควรปรึกษานักกฎหมายอาชีพ เช่น ทนายความ หรือ ว่าที่ปรึกษากฏหมายเสียก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าครอบคลุมใจความสมบูรณ์ รายละเอียดของสัญญาควรมีดังนี้

- สถานที่วันเดือน ปีที่ทำสัญญา

- ชื่อ นามสกุล อายุ ตำบล ที่อยู่ อาชีพ ตลอดจนหลักฐานแสดงตัวบุคคลควรระบุไว้ด้วย

- ข้อความในสัญญาเป็นเรื่องอะไร มีรายละเอียดอย่างไร เช่น การชำระเงิน การไปโอนเงินเมื่อไร ข้อความอาจแยกย่อยๆเพื่อความเข้าใจง่ายหรือให้รายละเอียดก็ได้

- กำหนดความรับผิดชอบเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา

- ค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับ เมื่อมีการผิดสัญญา ควรระบุให้ชัดเจน

- ค่าธรรมเนียม ภาษี ฝ่ายใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ หรือให้รับผิดชอบร่วมกัน

- พยานที่รู้เห็นการทำสัญญา แม้กฎหมายจะไม่บังคับให้ต้องมีพยาน แต่ก็ควรมีพยานไว้ เพื่อเบิกความยืนยันการทำสัญญาเมื่อมีกรณีพิพาทเกิดขึ้น

- การลงลายมือชื่อคู่สัญญา ลงลายมือชื่อพยาน นักธุรกิจชาวจีนมักใช้ชื่อภาษาอังกฤษในการติดต่อเจรจาการค้าแต่ชื่อดังกล่าวไม่ตรงกับชื่อในบัตรประชาชนและหนังสือเดินทางซึ่งไม่มีผลทางกฎหมายใดใดทั้งสิ้น

-ก่อนลงลายมือชื่อต้องอ่านดูข้อความให้ดีเสียก่อนว่าเป็นไปตามที่ต้องการหรือไม่เมื่อถูกต้องตามความต้องการแล้วจึงลงชื่อ

สิ่งที่ต้องระวังในการทำนิติกรรมสัญญา

1. ต้องรู้วัตถุประสงค์ในการทำสัญญา ว่าจะทำอะไร ต้องการอะไร และต้องระบุให้ชัดเจนอย่าให้ต้องตีความเด็ดขาด

2. ชื่อ - สกุล สถานที่อยู่ของคู่สัญญา ต้องระบุให้ชัดเจน ควรแนบบัตรประจำตัว/หรือหนังสือรับรองฐานะของคู่สัญญาเพื่อประโยชน์ในการ ติดตามบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญา

3. ต้องพิจารณาความสามารถของคู่สัญญาเสียก่อนว่า กฎหมายให้สิทธิกระทำได้หรือไม่ เช่น
(3.1) เป็นผู้เยาว์หรือไม่ คือ อายุยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ แต่หากสมรสกัน (จดทะเบียนสมรส)เมื่ออายุ ครบ17 ปีบริบูรณ์ ก็ไม่เป็นผู้เยาว์ต่อไป
(3.2) เป็นคนไร้ความสามารถหรือไม่ เช่น ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถ คือ คนประเภท บ้าวิกลจริต เป็นต้น 
4. ต้องพิจารณาว่า เป็นผู้มีสิทธิหรือมีอำนาจทำสัญญาได้หรือไม่ เช่น
(4.1) หากเป็นผู้รับมอบอำนาจ มีหลักฐานการรับมอบอำนาจหรือไม่
(4.2) เป็นผู้แทนนิติบุคคล เช่น ของห้างหุ้นส่วนบริษัทสมาคมจริงหรือไม่ และมีหนังสือกำหนดว่า ในการจะทำอะไรต้องมีกรรมการกี่คน ลงชื่อต้องประทับตราหรือไม่ วิธีง่าย ๆ ก็ต้องขอดูหลักฐานจากทางราชการให้แน่นอนเสียก่อน
5. ถูกต้องตามแบบหรือไม่ เช่นซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ คือ ที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน กู้เงินต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ เป็นต้น
6. ต้องพิจารณาตัวบุคคลด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้มีสิทธิหรือมีอำนาจทำสัญญาได้ เช่น เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น เป็นกรรมการบริษัทที่มีอำนาจหรือเป็นผู้รับมอบอำนาจว่าจะเชื่อถือได้แค่ไหนเพียงไร
7. การเข้าทำสัญญา จำต้องอ่านข้อความในสัญญาให้ดีว่าเอารัดเอาเปรียบกันหรือไม่ มีข้อที่จะทำให้เสียหาย หรือไม่ ไม่แน่ใจควรปรึกษาผู้รู้กฎหมายเสียก่อน เช่น ปรึกษาทนายความ นิติกร และผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายอื่น ๆ เป็นต้น เมื่อแน่ใจแล้วจึงทำสัญญา
8. การลงมือทำสัญญา เช่น กรอกข้อความควรให้ชัดเจน ที่ไหนไม่ต้องการก็ขีดออกไปโดยคู่สัญญาลงชื่อกำกับไว้ ตรวจดูให้เรียบร้อยว่าถูกต้องตรงกับความประสงค์หรือไม่ เมื่อถูกต้องตรงกับความประสงค์แล้ว จึงลงลายมือชื่อในช่องคู่สัญญา

ข้อควรระวังและข้อแนะนำจากสำนักงาน

1. ควรมีหลักฐาน แม้นิติกรรมสัญญานั้นกฎหมายจะให้ทำได้ด้วยวาจา ก็ควรทำเป็นหนังสือเนื่องจากชัดเจน แน่นอนและโต้แย้งได้ยาก

2. อย่าไว้วางใจใคร คืออย่าเชื่อใจว่าเขาจะไม่โกง เพราะหากเขาโกงเราจะแก้ไม่ทัน อย่าเซ็นชื่อในกระดาษเปล่าหรือแบบพิมพ์ที่มิได้กรอกข้อความ หรือกรอกไม่ครบถ้วนเด็ดขาด ทุกครั้งที่มีการชำระหนี้การขอใบเสร็จหรือหลักฐานการรับชำระหนี้ หรือขอหลักฐานแห่งหนี้คืนมา หรือขีดฆ่าทำลายหลักฐานแห่งหนี้เสีย

3. อย่าเห็นแก่ประโยชน์ที่มากจนผิดปกติ หรือทำสัญญากับทรัพย์ที่ราคาต่ำผิดปกติ ผิดวิสัย หรือทำในเวลาผิดปกติ เช่น กลางคืน หรือในวันหยุด ท่านอาจมีความผิดฐานรับของโจร หรือทำนิติกรรมสัญญาโดยไม่ชอบก็ได้

4. ข้อความในสัญญาควรระบุให้ชัดเจน ไม่ใช้คำที่คลุมเครือหรือแปลได้หลายนัย เราอาจจะคิดว่าใช้คำหรือประโยคให้คลุมเคลือเพื่อผลประโยชน์ของเราแต่อย่าลืมว่า คู่สัญญาก็มีสิทธิ์ใช้ข้อความ คำ หรือประโยชน์เหล่านั้นเป็นประโยชน์ของเขาได้เช่นกัน

5. ควรมีคู่ฉบับ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องตรงกัน ป้องกันมิให้ฝ่ายใดแก้ไขสัญญาเพียงฝ่ายเดียว

6.การเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาภายหลัง อย่าตกลงด้วยวาจาควรให้คู่สัญญาบันทึกไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง มิฉะนั้น อีกฝ่ายอาจอ้างได้ว่าไม่มีการตกลงแก้ไข

ข้อมูลจาก: www.lawheal.com, www.lawtime.cn
เรียบเรียงโดย สคต.เซี่ยเหมิน  พฤศจิกายน 2554


 


ผลกระทบเศรษฐกิจโลกที่มีต่อการพัฒนาของท่าเรือจีน

โพสต์31 ส.ค. 2554, 19:05โดยWebmaster Team

ท่าเรือก็นับเป็นอีกโครงสร้างพื้นฐานหนึ่งที่สำคัญสำหรับการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของการค้าทางทะเล ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาท่าเรือของจีนได้ดำเนินไปอย่างก้าวกระโดด ท่าเรือขนาดใหญ่ของจีนผุดขึ้นและขยายตัวอย่างมากในซีกตะวันออกของประเทศ ทั้งนี้ส่วนสำคัญเนื่องจากการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ อันส่งผลให้จีนก้าวขึ้นเป็น “ฐานการผลิต(Production Base) และ “ตลาด(Market) สำคัญของโลกในปัจจุบัน

ในปี 2553 ท่าเรือของจีนได้ก้าวขึ้นติด 10 อันดับแรกท่าเรือใหญ่ที่สุดในโลกจำนวนเกินกว่าครึ่ง โดยท่าเรือคอนเทนเนอร์ชั้นนำของจีนที่ติดอยู่ใน 10 อันดับดังกล่าว ได้แก่ ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เซินเจิ้น (Shenzhen) หนิงโปว (Ningbo) กวางโจว (Guangzhou) ชิงเต่า (Qingdao) และเทียนจิน (Tianjin) จากเดิมที่มีเพียงท่าเรือเซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้นเท่านั้นที่ติด 10 อันดับแรกท่าเรือใหญ่ในปี 2545 ทั้งนี้ ในระหว่างปี 2549-2553 ท่าเรือของจีนหลายแห่ง โดยเฉพาะท่าเรือหนิงโปว กวางโจว ชิงเต่า และเทียนจิน ที่เคยเป็นท่าเรือขนาดกลาง ได้ขยายขีดความสามารถและรองรับสินค้าคอนเทนเนอร์ได้เพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัว

 

 

การปรับยุทธศาสตร์การลงทุนพัฒนาท่าเรือในช่วงแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 12

การลดลงของอุปสงค์ในตลาดสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ท่าเรือในจีนทุกขนาด ทั้งเล็ก กลาง และใหญ่ ต่างมีขีดความสามารถส่วนเกิน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลว่า ตัวเลขขีดความสามารถส่วนเกินอาจสูงถึงร้อยละ 40 ในท่าเรือบางแห่ง และอาจต้องใช้เวลา 3-5 ปีในการรอคอยอุปสงค์ระลอกใหม่ที่จะเข้ามาชดเชยกับอุปทานส่วนเกินที่มีอยู่ ส่งผลให้รัฐบาลจีนสั่งชะลอการขยายท่าเรือในช่วงแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 12 (ปี 2554-2558) โดยคาดว่าเม็ดเงินลงทุนในการพัฒนาท่าเรือในช่วงเวลาดังกล่าวจะอยู่ระหว่าง 220,000-280,000 ล้านหยวน

นายจู ชานชิง (Zhu Shanqing) วิศวกรอาวุโสของสถาบันด้านการวางแผนและวิจัย (Planning and Research Institute) แห่งกระทรวงคมนาคมของจีนกล่าวว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง นั่นหมายความว่า รัฐบาลจีนจะลดงบประมาณลงทุนพัฒนาท่าเรือลงถึง 137,000 ล้านหยวน เมื่อเทียบกับของช่วงแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 11 ที่มีการลงทุนถึง 357,000 ล้านหยวน

“ยุคของการพัฒนาท่าเรืออย่างรวดเร็วที่มีเม็ดเงินลงทุนถึงปีละกว่า 60,000 ล้านหยวนได้หมดลงแล้ว การลงทุนฯ ในช่วงหลายปีข้างหน้าจะมีมูลค่าลดลงและเป็นไปอย่างระมัดระวังเพื่อลดแรงกดดันทางการเงิน ท่าเรือชายฝั่งจะไม่มีการเติบโตของอุปสงค์การขนส่งสินค้าที่รวดเร็วดังเช่นในช่วงแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 11 แล้ว ... ในช่วงหลายปีข้างหน้า การลงทุนก่อสร้างและพัฒนาท่าเรือขนาดใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้นคาดว่าจะลดลง ขณะที่การลงทุนในท่าเรือขนาดเล็กอย่างจูไห่ (Zhuhai) จะขยายตัวอย่างมาก” นายจูฯ กล่าวเสริม

ขณะเดียวกัน กระแสดังกล่าวน่าจะขยายตัวไปยังหลายมณฑลทางตอนในของจีน ตัวอย่างเช่น รัฐบาลมณฑลหูเป่ย (Hubei Province) ได้ประกาศจะเพิ่มการลงทุนในการขยายขีดความสามารถในการรองรับสินค้าของท่าเรือในบริเวณแม่น้ำแยงซีเกียง (Yangtze River) ในระหว่างปี 2554-2563 เป็นมูลค่า 180,000 ล้านหยวน ซึ่งครอบคลุมเมืองเศรษฐกิจสำคัญอย่างหวู่ฮั่น (Wuhan) หวงกั่ง (Huanggang) และเอ้อโจว (Ezhou) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำของ 6 มณฑลสำคัญในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ โดยคาดว่าการลงทุนในระหว่างปี 2554-2558 จะมีมูลค่าประมาณ 176,600 ล้านหยวน ซึ่งจะช่วยขยายขีดความสามารถในการรองรับสินค้าผ่านท่าต่อปีได้เป็นอย่างมากในอนาคต กล่าวคือ ท่าเรือดังกล่าวจะสามารถเพิ่มการรองรับสินค้าเทกองจาก 100 ล้านตันในปัจจุบันเป็น 200 ล้านตันภายในปี 2558 และสินค้าคอนเทนเนอร์จาก 650,000 ตู้เป็นถึง 2,000,000 ตู้ รวมทั้งยังจะขยายขีดความสามารถในการรองรับสินค้าเทกองและคอนเทนเนอร์ขึ้นเป็น 240 ล้านตันและ 5 ล้านตู้คอนเทนเนอร์ในปี 2563

 นายหลัว ปิง (Luo Ping) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยด้านการขนส่งทั้งระบบ (Research Institute of Comprehensive Transportation) แห่งคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ(National Development and Reform Commission) ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ท่าเรือของจีนให้บริการกับสินค้าระหว่างประเทศของจีนเป็นสำคัญ อันเนื่องจากการที่จีนมีบทบาทเป็นผู้นำด้านการผลิตของโลก จีนแซงหน้าเยอรมันและก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2552 โดยมีสหรัฐฯ และยุโรปเป็นตลาดรองรับหลัก อย่างไรก็ดี วิกฤติการเงินเมื่อปี 2551 ได้ส่งผลให้การขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์และการค้าโลกที่เติบโตในอัตราที่สูงก่อนหน้านั้นมีแนวโน้มลดลงในเวลาต่อมา “ปริมาณสินค้าผ่านท่าเรือของจีนจะยังคงเติบโตอยู่ แต่ก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง และยังคงรู้สึกได้ถึงผลกระทบจากวิกฤติเมื่อปี 2551”

ด้วยทิศทางแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจีนที่กำลังเกิดขึ้น หลายฝ่ายจึงคาดว่า ความต้องการใช้ท่าเรือของจีนในอนาคตจึงจะขึ้นอยู่กับการขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศเป็นสำคัญ โดยคาดว่าอุปสงค์ของบริการดังกล่าวภายในประเทศจะเท่ากับระดับของต่างประเทศในปี 2563 ทั้งนี้เป็นไปตามแนวนโยบายของรัฐบาลจีนที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนของการบริโภคภายในประเทศต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

สถานการณ์ท่าเรือหลักของจีนในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2554

จากสถิติของการท่าเรือ อัตราการเติบโตของสินค้าคอนเทนเนอร์ผ่านท่าเรือหลัก 10 แห่งของจีนในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2554 อยู่ที่ระดับร้อยละ 12.9 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่ผู้อำนวยการหลัวฯ คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของสินค้าคอนเทนเนอร์ผ่านท่าเรือของจีนจะลดลง โดยเติบโตเฉลี่ยเพียงราวร้อยละ 8 ต่อปีในช่วงแผนฯ ฉบับที่ 12

ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ ปริมาณสินค้าผ่านท่าเรือหนิงโปว (Ningbo) ท่าเรืออันดับ 3 ของจีนเติบโตในอัตราร้อยละ 14.4 และมีปริมาณเพิ่มขึ้นไปแตะ 8.5 ล้านตู้ จี้ติดท่าเรือเซินเจิ้น ซึ่งเป็นท่าเรืออันดับ 2 ของจีนและอันดับ 4 ของโลก ที่สินค้าผ่านท่าเติบโตเพียงร้อยละ 0.9 และมีปริมาณ 12.7 ล้านตู้ ทั้งนี้ ท่าเรือเซี่ยงไฮ้คาดว่าจะยังคงรักษาตำแหน่งเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของจีนและของโลกต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปี

 

ปริมาณสินค้าผ่านท่าเรือหลักของจีน

ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2554

 

ท่าเรือ                     ปริมาณสินค้าผ่านท่า                อัตราการขยายตัว

                                            (ล้านตู้)                            (ร้อยละ)

1.     เซี่ยงไฮ้                             18.2                               10.9

2.     เซินเจิ้น                             12.7                                 0.9

3.     หนิงโปว                             8.5                                14.4

4.     กวางโจว                             7.8                                 9.8

5.     ชิงเต่า                                7.6                               13.0

6.     เทียนจิน                              6.6                               17.0

7.     ต้าเหลียน                             3.4                               19.3

8.     เซี๊ยะเหมิน                            3.4                                 5.8

9.     เหลียนหยุนกั่ง                        2.8                               24.3

10.  หยิงโคว                               2.4                               25.8

 

 

นายตู้ ฉี่ตง (Du Qidong) ผู้อำนวยการสมาคมท่าเรือและท่าเทียบเรือแห่งประเทศจีน (China Ports and Harbour Association) กล่าวว่า “ในช่วงศตวรรษที่ 21 การค้าภายในประเทศของจีนจะเติบโตในอัตราที่สูงกว่าของการค้าระหว่างประเทศ โดยคาดว่าภายในปี 2563 การค้าภายในประเทศจะมีมูลค่าเท่ากับการค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ระหว่างปี 2544-2553 อัตราการขยายตัวของสินค้าภายในประเทศผ่านท่าขยายตัวร้อยละ 29 ต่อปี มากกว่าของอัตราการขยายตัวของสินค้าระหว่างประเทศผ่านท่า ซึ่งขยายตัวอยู่ที่อัตราร้อยละ 16.8 ต่อปี”

ทั้งนี้ ในระหว่างปี 2544-2553 ปริมาณสินค้าภายในประเทศผ่านท่าเรือของจีนได้เพิ่มขึ้นราว 20 เท่าจากจำนวน 2.2 ล้านตู้ในปี 2544 เป็นกว่า 43 ล้านตู้ในปี 2553 ส่งผลให้ปริมาณสินค้าภายในประเทศผ่านท่าเรือของจีนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 29.4 ของปริมาณสินค้าทั้งหมด ทั้งนี้ นายตู้ฯ ยังได้กล่าวเสริมอีกว่า “การขนส่งถ่านหินภายในประเทศในภาคเหนือจะเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 6 เป็น 570 ล้านตันในปี 2554 ขณะที่การค้าถ่านหินระหว่างประเทศคาดว่าจะไม่ขยายตัว”

 

ทิศทางการพัฒนาท่าเรือในอนาคต

ขณะที่รัฐบาลจีนวางแผนชะลอการลงทุนในการก่อสร้างท่าเรือ แต่ก็มีแผนที่จะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม พัฒนาเขตปลอดภาษี (Free Port) และเชื่อมโยงโครงข่ายเชื่อมต่อกับพื้นที่หลังท่า (Hinterland) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเส้นทางรถไฟ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และลดปัญหาการจราจรและมลพิษ

ปัจจุบัน การขนส่งสินค้าทางบกในจีนส่วนใหญ่ใช้รูปแบบการขนส่งทางถนน ขณะที่สินค้าที่ขนส่งเข้าออกท่าเรือทางรถไฟมีจำนวนประมาณ 300,000 ตู้ต่อปี คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 1 ของปริมาณสินค้าทั้งหมด จึงก่อให้เกิดปัญหาด้านการจราจรและด้านอื่น ๆ อย่างมากในกรณีของท่าเรือขนาดใหญ่ ปัญหาดังกล่าวขยายวงมากขึ้นเมื่อรัฐบาลจีนมีนโยบายผลักดันภาคการผลิตให้เคลื่อนตัวจากพื้นที่ด้านชายฝั่งทะเลเข้าสู่พื้นที่ตอนใน หากยังคงต้องอาศัยการขนส่งทางถนนเป็นสำคัญ

การก่อสร้างท่าเรือจะชะลอตัวลงในช่วงหลายปีข้างหน้า โดยเฉพาะในมณฑลกวางตุ้ง (Guangdong) ส่วนหนึ่งเนื่องจากโรงงานผลิตของเด็กเล่นในย่านตงก่วน (Dongguan) หลายแห่งกำลังทยอยปิดตัวลงอันเนื่องจากการเพิ่มค่าของเงินหยวน ดังนั้น การขยายตัวของการส่งออกของกวางตุ้งจะลดลง อันจะส่งผลให้อุปสงค์ในการขนถ่ายสินค้าผ่านท่าเรือดังกล่าวลดลง กิจการที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างท่าเรือต่างเริ่มคิดเปลี่ยนแนวธุรกิจเพื่อดำเนินโครงการบนฝั่งกันบ้างแล้ว อาทิ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

อย่างไรก็ดี การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางรถไฟเชื่อมต่อกับท่าเรือก็ยังติดปัญหาหลายประการ ทั้งในเรื่องโครงสร้างองค์กร ทรัพยากรมนุษย์ เทคนิคการจัดการ และอื่น ๆ นายหลัวฯ ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า “กระทรวงการรถไฟของจีนยังมีข้อจำกัดในด้านกำลังคนและทรัพยากรอื่น รวมทั้งความสามารถในการขยายบริการขนส่งสินค้าทางรถไฟ ทำให้มีความสนใจในการดำเนินโครงการนี้ค่อนข้างน้อย ... กระทรวงการรถไฟจำเป็นต้องมีมุมมองในเชิงการตลาดให้มากขึ้นเพื่อดึงดูดการลงทุนในบริการขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์ทางรถไฟ”

นอกจากนี้ นายเฉา หงหยู (Cao Hongyu) เจ้าหน้าที่กรมการวางแผนและก่อสร้างของการท่าเรือและการขนส่งของรัฐบาลเซี่ยงไฮ้ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน รัฐบาลเซี่ยงไฮ้เองก็กำลังพิจารณาก่อสร้างเส้นทางรถไฟเพื่อเชื่อมโยงกับท่าเรือหลักอย่างท่าเรือหยางชาน (Yangshan Port) และท่าเรือไว่เกาเฉียว (Waigaoqiao) เพื่อช่วยลดปัญหาการจราจรในเมือง โดยระบุในแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 12 ว่า “จะต้องแก้ไขปัญหาการขนส่งโดยเร็วที่สุด” แต่ก็ยังมีปัญหาในเชิงระบบและโครงสร้าง เพราะขณะที่ท่าเรือและถนนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลเซี่ยงไฮ้ แต่รถไฟอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการรถไฟ จึงจำเป็นที่รัฐบาลกลางจะต้องปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงเพื่อบรรลุเป้าหมายบริการขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์ มิฉะนั้นแล้ว ก็จะยังมีปัญหาความขัดแย้งด้านผลประโยชน์อยู่ต่อไป

อนาคตของท่าเรือจีนดูท่าจะเข้าสู่ช่วงของการพึ่งพา “ตลาดภายในประเทศ” และการพัฒนาเชิง “คุณภาพ” เสียแล้ว

 

--------------------------------------

 

รวบรวมและเรียบเรียงโดย

ดร. ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงปักกิ่ง

1 กันยายน 2554

 

 

สรุปสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของจีน ในช่วงครึ่งแรกของปี 2554 (มกราคม-มิถุนายน)

โพสต์3 ส.ค. 2554, 23:44โดยWebmaster Team

1.     ภาพรวมเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของจีน

1.1       ในช่วงครึ่งปีแรก เศรษฐกิจของจีนยังมีแนวโน้มที่ดี ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนรายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Products: GDP) ขยายตัวร้อยละ 9.6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา จำแนกเป็นร้อยละ 9.7 ในไตรมาสแรก และร้อยละ 9.5 ในไตรมาสที่ 2 ขณะเดียวกัน จีนยังคงสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และรัฐบาลจีนพยายามผลักดันการเพิ่มอุปสงค์ของเงินหยวนในเวทีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

1.2      ปัญหาเศรษฐกิจสำคัญที่จีนเผชิญในช่วงครึ่งแรกของปี 2554 ได้แก่ ปัญหาเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ทะยานขึ้นแตะร้อยละ 6.4 ในเดือนมิถุนายน ซึ่งนับเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 3 ปี ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอาหารที่คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของดัชนีฯ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 14.4 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11.7 ในเดือนพฤษภาคม

1.3 เศรษฐกิจของจีนในไตรมาสที่ 2 เริ่มชะลอตัวลง อันเป็นผลมาจากความสำเร็จในการควบคุมปริมาณเม็ดเงินในระบบ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลจีนที่ต้องการควบคุมอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศ และผ่อนคลายแรงกดดันต่างชาติมีต่อการเพิ่มค่าของเงินหยวน โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนได้ปรับนโยบายการเงินให้เข้มขึ้นจาก “Moderately Loose” ไปสู่ “Prudent”

1.4 ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2554 การค้าระหว่างประเทศจีนโดยรวมมีมูลค่า 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยจีนมีมูลค่าการส่งออกรวม 0.87 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีสหรัฐฯ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และอินเดียเป็นตลาดส่งออกหลัก คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.6, 14.5, 7.7, 4.7, 4.0, 3.0 และ 2.6 ตามลำดับ ส่วนไทยเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 19 ของจีน ด้วยสัดส่วนร้อยละ 1.4

                        1.5 ขณะเดียวกัน จีนนำเข้ารวม 0.83 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.6 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยนำเข้าจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สหรัฐฯ เยอรมัน และออสเตรเลีย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11.3, 9.2, 7.4, 7.1, 5.4 และ 4.3 ตามลำดับ ส่วนไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 12 ของจีน ด้วยสัดส่วนร้อยละ 2.3

              

ตารางสรุปโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศของจีน

ช่วง 6 เดือนแรกปี 2553 และ 2554

 

                                                    มูลค่าการค้า                            อัตราการเปลี่ยนแปลง

                                                             (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)                      (ร้อยละ)      

                                                               2553               2554

การค้าระหว่างจีน-ทั่วโลก                  1,354,881         1,703,667                   25.8

·       จีนส่งออกไปทั่วโลก                705,090                 874,298                     24.0

·       จีนนำเข้าจากทั่วโลก            649,791           829,369                    27.6

การค้าระหว่างจีน-อาเซียน                  136,367               171,116                    25.4

·       จีนส่งออกไปอาเซียน                64,590                  80,085                     24.0

·       จีนนำเข้าจากอาเซียน           71,777              91,031                     26.6

การค้าระหว่างจีน-ไทย                  24,654              31,279                     26.9

·       จีนส่งออกไปไทย                8,987               12,173                      35.5

·       จีนนำเข้าจากไทย               15,667              19,106                      22.0

-----------------------------

ที่มา: กรมศุลกากรจีน

 

2.  สถานการณ์การค้าระหว่างจีนกับอาเซียน

2.1 การค้าระหว่างจีน-อาเซียนมีมูลค่าการค้ารวมกว่า 171,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.4 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 ของมูลค่าการค้าโดยรวมของจีน ซึ่งอยู่นระดับเดียวกันกับของปีก่อน รองจากสหภาพยุโรป และอเมริกาเหนือ ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการค้าคิดเป็นร้อยละ 15.6 และร้อยละ 13.4 ตามลำดับ

2.2 คู่ค้าสำคัญที่สุดของจีนในอาเซียนได้แก่ มาเลเซีย ด้วยมูลค่าการค้ากว่า 42,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.8 ของมูลค่าการค้าจีนกับอาเซียน รองลงมาได้แก่ สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ด้วยสัดส่วนมูลค่าการค้ากับจีนร้อยละ 18.4, 18.2, 16.1, 10.5 และ 8.5 ตามลำดับ

2.3 จีนส่งออกไปยังอาเซียนมูลค่ารวมกว่า 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 23.8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยตลาดส่งออกสำคัญของจีนในอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ ด้วยสัดส่วนร้อยละ 2.0, 1.6, 1.5, 1.4, 1.3 และ 0.7 ตามลำดับทั้งนี้ ไม่มีประเทศใดในกลุ่มอาเซียนที่ตัดอันดับตลาดสำคัญ 10 อันดับแรกของจีน โดยในช่วง 3 ปีทีผ่านมา การนำเข้าของสิงคโปร์ลดลงอย่างต่อเนื่อง (จากสัดส่วนร้อยละ 2.4 เหลือร้อยละ 2.0) ขณะที่อินโดนีเซีย และเวียดนามเพิ่มความสำคัญในการเป็นตลาดส่งออกสำคัญของจีน โดยเพิ่มสัดส่วนมูลค่าการนำเข้าจากจีนอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 1.2 เป็นร้อยละ 1.6 และจากร้อยละ 1.2 เป็นร้อยละ 1.5 ของมูลค่าการส่งออกโดยรวมของจีน

2.4 ในด้านการนำเข้า จีนนำเข้าจากอาเซียนมูลค่ากว่า 91,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 26.6 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยนำเข้าจากมาเลเซีย ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ด้วยสัดส่วนร้อยละ 3.6, 2.3, 1.7, 1.6, 1.0 และ 0.5 ตามลำดับ

ประเด็นที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในบรรดาประเทศกลุ่มอาเซียน+ ที่จีนนำเข้า 10 อันดับแรกของจีน มี 3 ประเทศเท่านั้นที่สามารถเพิ่มสัดส่วนของการส่งออกเข้าสู่ตลาดจีน ได้แก่ ออสเตรเลีย (เพิ่มสัดส่วนจากร้อยละ 4.0 เป็นร้อยละ 4.3) มาเลเซีย (เพิ่มจากร้อยละ 3.0 เป็นร้อยละ 3.6) และอินโดนีเซีย (จากร้อยละ 1.3 เป็นร้อยละ 1.6) ขณะที่สิงคโปร์สามารถรักษาสัดส่วนได้ที่ร้อยละ 1.7 แต่ไทยสูญเสียสัดส่วนทางการตลาดดังกล่าวลงอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 2.5 เหลือร้อยละ 2.3 เมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้าโดยรวมของจีน

 

3.  สถานการณ์การค้าระหว่างไทย-จีน

3.1 การค้าระหว่างไทย-จีนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2554 มีมูลค่ารวมกว่า 31,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.9 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยจีนส่งออกไปยังไทยมูลค่ารวมประมาณ 12,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 35.5 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และจีนนำเข้าจากไทยมูลค่ากว่า 19,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 22 โดยจีนขาดดุลการค้าไทยรวมประมาณ 6,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

3.2 เมื่อพิจารณาในด้านสัดส่วนมูลค่าการนำเข้าของจีนจากไทยเมื่อเทียบกับการนำเข้าโดยรวม ก็อยู่ที่ร้อยละ 2.3 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ร้อยละ 2.4 ซึ่งสะท้อนว่าแม้ว่าการส่งออกของไทยไปยังตลาดจีนจะยังคงขยายตัวในอัตราที่สูง แต่ก็ต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของการนำเข้าของจีน ในทางกลับกัน สัดส่วนมูลค่าการส่งออกจากจีนไปไทยอยู่ที่ร้อยละ 1.4 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับการส่งออกโดยรวมของจีน

3.3 สินค้าสำคัญที่จีนนำเข้าจากไทย ได้แก่ เครื่องจักรกล เครื่องจักรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์พลาสติก และเคมีภัณฑ์ ด้วยสัดส่วนร้อยละ 28.5, 20.5, 15.8, 8.2 และ 5.7 ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนถึงการกระจุกตัวอย่างมากของสินค้าส่งออกของไทยสู่ตลาดจีน กล่าวคือ สินค้าส่งออกเพียง 5 รายการแรกของไทยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 78.7 ของมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังจีน

3.4 ในส่วนของสินค้าเกษตรสำคัญที่จีนนำเข้าจากไทยนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงครึ่งปีแรก ผลไม้สดของไทยส่งออกเข้าสู่ตลาดจีนคิดเป็นกว่าร้อยละ 60 ของมูลค่าผลไม้นำเข้าโดยรวมของจีน โดยมีเวียดนาม นิวซีแลนด์ ชิลี ไต้หวัน และอิตาลี ตามมาห่าง ๆ ประการสำคัญ ผลไม้ส่งออกของหลายประเทศ ยกเว้นไต้หวัน มีอัตราการขยายตัวของราคาต่อปริมาณเพิ่มขึ้นมาก

จีนนำเข้ายางแผ่นธรรมชาติจาก 3 ประเทศสำคัญ ได้แก่ ไทย (สัดส่วนร้อยละ 47.9) มาเลเซีย (ร้อยละ 23.2) และอินโดนีเซีย (ร้อยละ 20.5) ทั้งนี้ แม้ว่าปริมาณการนำเข้าจากไทยลดลงเล็กน้อย แต่ในเชิงมูลค่าขยายตัวถึงร้อยละ 64.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน จีนยังนำเข้ายางผสมจาก 2 แหล่งสำคัญ ได้แก่ มาเลเซีย (สัดส่วนร้อยละ 43.5) และไทย (ร้อยละ 41.4) ทั้งนี้ มูลค่าการนำเข้ายางผสมจากไทยลดลงถึงร้อยละ 21.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ จีนนำเข้าไม้ซุง ไม้แผ่น และเศษไม้จากไทยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 260 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวในเชิงปริมาณและมูลค่าร้อยละ 7.8 และร้อยละ 17.6 ตามลำดับ ตามหลังแคนาดา รัสเซีย และสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี สินค้าผักของไทยมีปริมาณการส่งออกมาจีนลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 17 สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของไทยทำให้กระทบต่อปริมาณผลผลิตและการส่งออก ขณะที่จีนนำเข้ามันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์จากไทยเป็นอันดับแรก คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 60 ของการนำเข้าโดยรวม แต่มีอัตราที่ชะลอตัวลงถึงร้อยละ 17.3 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ตามด้วยเวียดนาม ที่มีอัตราการขยายตัวถึงกว่าร้อยละ 85

สำหรับสินค้าน้ำตาล จีนนำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 1,650 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกพืชเกษตรที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำตาลประสบปัญหาเรื่องภัยแล้งและน้ำท่วม ทำให้จีนผลิตน้ำตาลได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นและยังประกาศจะนำเอาน้ำตาลสำรองปริมาณ 200,000 ตันปล่อยเข้าสู่ตลาดเพื่อลดปัญหาการขาดแคลน โดยกำหนดราคาประมูลไว้ที่ 4,000 หยวนต่อตัน ทั้งนี้ ปัจจุบัน จีนบริโภคน้ำตาลประมาณ 10.3 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 18 กิโลกรัมต่อคนต่อปีในปี 2555

 

---------------------------------------

 

รวบรวมและเรียบเรียงโดย

สพต. ณ กรุงปักกิ่ง

29 กรกฎาคม 2554

ความปลอดภัยของอาหาร ... วิกฤติระลอกใหม่ของจีน

โพสต์3 ส.ค. 2554, 23:35โดยWebmaster Team

อาหารที่ไร้คุณภาพในจีน ... การประทุของปัญหาครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม

ความสำคัญของเรื่องอาหารและปากท้องสะท้อนผ่านดังคำกล่าวของจีนที่ว่า “เรื่องกินเรื่องใหญ่ เรื่องตายเรื่องเล็ก” อาหารจึงนับว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อประเทศจีนในหลากหลายมิติ จากคำกล่าวของท่านหลี่ เค่อเฉียง (Li Keqiang) ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนถัดไปของจีนที่กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อกลางเดือนเมษายน 2553 สะท้อนถึงความสำคัญดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยในคำกล่าวระบุว่า “อาหารนับเป็นสิ่งจำเป็น และความปลอดภัยควรได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรก ... ความปลอดภัยด้านอาหารเกี่ยวพันกับชีวิตความเป็นอยู่และสุขภาพของประชาชน การพัฒนาเศรษฐกิจ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม

ภายหลังข่าวการตรวจพบเชื้ออีโคไล (E. Coli) ในเยอรมนีและอีกหลายประเทศในสหภาพยุโรป และสารพลาสติไซเซอร์ (Plasticizers) ในเครื่องดื่มบำรุงกำลังของไต้หวัน รวมทั้งการระเบิดของแตงโมในจีนอันเนื่องจากการใช้สารเร่งโตมากเกินปริมาณที่กำหนดต่อเนื่องกันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทำให้กระแสความตื่นกลัวเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหารและการขาดมาตรฐานการกำกับตรวจสอบการผลิตอาหารในหมู่ชาวโลกได้ถูกปลุกขึ้นอีกครั้ง ซึ่งทำเอาองค์กรที่เกี่ยวข้องทางด้านความปลอดภัยของอาหารและรัฐบาลของหลายประเทศ รวมทั้งของจีน ต่างกระโดดเข้ามารีบชี้แจง ออกมาตรการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตและการจัดจำหน่าย และเพิ่มความพยายามในการปราบปรามและลงโทษผู้กระทำผิดกันเป็นแถว

อันที่จริง ประเด็นปัญหาอาหารปนเปื้อนของจีนไม่ใช่เรื่องใหม่และดูเหมือนจะได้รับความสนใจอย่างมากไม่เสื่อมคลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะข่าวการตรวจพบอยู่เนือง ๆ ว่าสินค้าอาหารจำนวนมากที่จำหน่ายในจีนมีสารเคมีผสมอยู่เกินระดับมาตรฐาน หรือมีสารเคมีที่ไม่เหมาะสมหลายประเภทปนเปื้อนอยู่ อาทิ น้ำหมึก สีย้อมผ้า และน้ำยาฟอกผ้าขาว และยังไม่ทันที่ข่าวสารเคมีอันตรายดังกล่าวจะจางหายไป ก็ตามด้วยข่าวใหญ่เรื่องความปลอดภัยด้านอาหารในผลิตภัณฑ์นมและเนื้อที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2551 ซึ่งทำให้เด็กทารกอย่างน้อย 6 คนเสียชีวิต และผู้บริโภคต่างวัยราว 3 แสนล้มป่วยลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และตอกย้ำตามมาด้วยข่าวสินค้าอาหารปลอม เช่น ไข่ และข้าว รวมทั้งการนำเอาอาหารหรือส่วนผสมอาหารที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่โดยไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย อาทิ น้ำมันพืช ซาลาเปา เส้นก๋วยเตี๋ยว และน้ำซุปสุกี้ยากี้

ประการสำคัญ ยังพบอีกว่า ผู้ผลิตอาหารบางรายจงใจใส่สารเคมีอันตรายบางประเภทผสมลงในอาหารทั้งที่รู้ว่าสารเคมีเหล่านั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จนนำไปสู่การลงโทษถึงขั้นประหารชีวิตผู้ผลิตและผู้ที่เกี่ยวข้องที่กระทำผิดในคดีรุนแรง

แน่นอนว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลใจและความไม่พอใจอย่างมากในหมู่ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลและผู้บริโภคชาวจีน ถึงขนาดท่านหลี่ เค่อเฉียง (Li Keqiang) รองนายกรัฐมนตรีของจีนได้ออกมาประกาศมอบนโยบายในงานสัมมนาในเรื่อง “ความปลอดภัยของอาหาร” ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้อย่างเข้มงวด “ผู้ที่กระทำผิดในเรื่องความปลอดภัยของอาหารควรจะได้รับโทษตามการละเมิด ... และเรียกร้องให้เร่งปรับปรุงระบบความรับผิดชอบของภาคธุรกิจอาหาร ... การกำกับดูแลจะต้องไม่มีจุดบอด

 

แนวทางและแผนการดำเนินงานในปี 2554

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐบาลจีนได้พยายามอย่างยิ่งยวดในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนและเพิ่มระดับการดูแลควบคุมในเรื่องความปลอดภัยของอาหารมาอย่างต่อเนื่อง แต่ข่าวปัญหาดังกล่าวก็ยังเกิดขึ้นให้รัฐบาลต้อง “เสียหน้า” อยู่เนือง ๆ ทำให้ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลจีนประเมินว่า ที่ผ่านมา ปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ และจำเป็นต้องยกระดับแผนงานและมาตรการในเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่องมากขึ้น

ในเดือนพฤษภาคม 2554 สำนักงานคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยด้านอาหาร ซึ่งถือเป็นหน่วยงานระดับกระทรวงที่ขึ้นตรงต่อคณะรัฐมนตรีและมีท่านรองนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงเป็น   ประธานกรรมการในปัจจุบัน จึงได้ออกแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ความปลอดภัยด้านอาหาร (2554-2558) ซึ่งระบุถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกำหนดให้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เรื่องความปลอดภัยด้านอาหารเป็นประจำคราวละ 1 สัปดาห์ในเดือนมิถุนายนของทุกปี

นอกจากนี้ ยังมีการจัดการประชุมสัมมนาครั้งใหญ่เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารขึ้นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยมีผู้แทนระดับสูงจาก 9 กระทรวงและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องภายใต้คณะรัฐมนตรีและผู้แทนระดับมณฑลเข้าร่วมกันหารือเกี่ยวกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งภายหลังการสัมมนาที่ยาวนานถึง 9 วันดังกล่าว รัฐบาลจีนได้ออกประกาศแผนการดำเนินงานและแคมเปญรณรงค์ในเรื่องความปลอดภัยของอาหารระลอกใหม่ เพื่อมุ่งสร้างความตระหนักรู้ของสาธารณชนต่อประเด็นเรื่องความปลอดภัยของอาหาร และย้ำเตือนถึงข้อควรปฏิบัติของผู้บริโภคต่อปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนมิถุนายน

นายเฉิน สูว (Chen Xu) รองผู้ตรวจสอบของกรมกำกับความปลอดภัยของอาหาร (Department of Food Safety Supervision) ภายใต้องค์การอาหารและยาของจีน (The State Food and Drug Administration: SFDA) ได้กล่าวว่า “ความพยายามดังกล่าวมุ่งหวังผลให้สาธารณชนตระหนักและใส่ใจในความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของอาหาร และช่วยเป็นกลไกส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยของอาหารอย่างแท้จริง”

โดยแผนงานในปี 2554 นี้ยังคงเน้นย้ำถึงสาระสำคัญของกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งนับเป็นแผนดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับแต่กฎหมายดังกล่าวคลอดออกมา และนับเป็นครั้งแรกที่ระบุถึงการบังคับใช้กฎหมายอาญาและบทลงโทษที่รุนแรงแก่ผู้กระทำผิด ซึ่งสะท้อนถึงความจริงจังของรัฐบาลจีนต่อปัญหานี้ โดยรัฐบาลจีนได้ประกาศให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการอย่างเข้มกับการกำจัดการละเลยต่อกรณีอาหารที่ไม่ปลอดภัยและผิดกฎหมายกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในเวลาต่อมา ศาลฎีกาของจีนยังออกมาโดดรับลูก โดยได้ประกาศปรับท่าทีเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่จะลงโทษข้าราชการที่รับสินบนและผู้ประกอบการที่ละเมิดกฎหมายฯ อย่างรุนแรง อาทิ บทลงโทษจำคุกที่นานขึ้น หรือแม้กระทั่งโทษประหารชีวิต

แผนงานฯ ดังกล่าวให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลคุณภาพสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้จำนวน 6 ประเภท อันได้แก่ ผลิตภัณฑ์นม น้ำมันพืช สารผสมอาหาร อาหารบำรุงสุขภาพ เนื้อสัตว์ และแอลกอฮอล์สำหรับการบริโภค ผ่านหลายมาตรการ เช่น การยกระดับการเข้าสู่ตลาดของสินค้า การลดจำนวนผู้ผลิตสินค้าอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน และการนำเอากลไกติดตามด้านสารสนเทศและระบบการประเมินผลในอุตสาหกรรมอาหารมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมนม

แผนงานฯ ดังกล่าวยังกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำฐานข้อมูลแห่งชาติสำหรับผู้ผลิตสินค้าอาหารและระบบการตรวจสอบ/ยืนยันใบรับรองที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งกำหนดให้มีระบบการลงทะเบียนการซื้อสาร “เมลามีน (Melamine) และห้ามการใช้สาร “เคลนบูเธอรอล(Clenbuterol) ในเนื้อสัตว์ เพราะจัดเป็นสารเป็นอันตรายต่อการบริโภคของมนุษย์ รวมทั้งเรียกร้องให้ยกระดับการกำกับดูแลน้ำมันพืช ทลายแหล่งผลิตและจุดจำหน่ายน้ำมันพืชที่ไม่ได้คุณภาพ (รวมถึงน้ำมันพืชใช้แล้วที่มักใช้ในร้านอาหารขนาดเล็ก) และการค้าผ่านช่องทางที่ผิดกฎหมาย

หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีข่าวประชาสัมพันธ์การดำเนินมาตรการใหม่ ๆ จากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องตามออกมาเป็นระลอก อาทิ การจัดตั้งทีมสืบสวนเฉพาะกิจและหน่วยรับแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ด่วน “ฮอตไลน์” ด้านความปลอดภัยของอาหารนับแต่ต้นปี 2554 ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในหลายเมืองใหญ่ อาทิ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว หังโจว และฉงชิ่ง ได้ออกตรวจสอบโรงงานผลิต กิจการขนส่งและศูนย์กระจายสินค้า ช่องทางจัดจำหน่ายสมัยใหม่ และร้านอาหารกันอย่างเข้มข้น อย่างไรก็ดี ผลจากการดำเนินการดังกล่าวได้นำไปสู่การแก้ไขกรณีปัญหาด้านความปลอดภัยของอาหารมากกว่า 1,000 คดี รวมทั้งกรณี การใช้สารเร่งโตและสารเร่งเนื้อแดงในหมูที่ตกเป็นข่าวใหญ่โตทั่วจีน ซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องถึง 135 คน และทลายโรงงานผลิตสารเคมีผิดกฎหมายจำนวน 8 แห่งและโกดังเก็บสินค้า 4 แห่ง

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข (Ministry of Health: MOH) ได้ดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องที่ล้าสมัยและไม่ สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร กำหนดกลไกในการติดตามและประเมินความเสี่ยงความปลอดภัยด้านอาหาร และแก้ไข 176 มาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร รวมทั้งยังแต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญแห่งชาติว่าด้วยการประเมินความเสี่ยง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลไกกำกับตรวจสอบอาหาร

นอกจากนี้ ผลจากการสัมมนาใหญ่ดังกล่าวยังส่งผลให้กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (Ministry of Industry and Information Technology) ยังจัดทำแผนกระตุ้นให้กิจการอาหารสร้างความน่าเชื่อถือในเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร  รวมทั้งการจัดการด้านความน่าเชื่อถือและมาตรฐานสากลสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ขณะที่องค์การอุตสาหกรรมและพาณิชย์แห่งชาติ (The State Administration for Industry and Commerce: SAIC) ก็มอบหมายให้หน่วยงานเครือข่ายที่กระจายอยู่ในระดับท้องถิ่นจัดแบ่งและรวบรวมข้อมูลกิจการอาหารเพื่อช่วยให้ความพยายามในการกำกับดูแลง่ายดายมากขึ้นในอนาคต และลงโทษและปิดกิจการที่ละเมิดมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร โดยเฉพาะที่จำหน่ายและผลิตสารเคมีต้องห้าม

เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2554 กระทรวงพาณิชย์ (Ministry of Commerce) ของจีนยังประกาศขยายโครงการติดตามอาหารเนื้อสัตว์และผักสด (Meat and Vegetable Tracking Project) สู่ระยะที่ 2 โดยระบบจะอนุญาตให้ผู้บริโภคสามารถตรวมสอบแหล่งผลิตและจัดระเบียบมาตรฐานการขนส่งของสินค้าทั้งสองประเภทดังกล่าวขยายไปยังเมืองสำคัญอื่น ๆ ในจีน อาทิ ฮาร์บิน (Harbin) จี่หนัน (Jinan) และอูหลูมู่ฉี (Urumqi)

นายเจียง เจิงเหว่ย (Jiang Zengwei) ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้กล่าวในเรื่องนี้ว่า “ระบบดังกล่าวยังจะช่วยพัฒนาการขนส่งสมัยใหม่ในสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ การขนส่ง นับเป็นปัจจัยสำคัญในการผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ... ในปีสุดท้ายของแผนพัฒนา 5 ปีฉบับ 12 (2554-2558) ระบบติดตามฯ ควรจะครอบคลุมถึงการขนส่งเนื้อและผักทั่วประเทศ และขยายไปยังสินค้าประเภทอื่น อาทิ ผลไม้และสัตว์น้ำ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน”

ขณะที่นายหวง กุ้ยเหิง (Huang Guiheng) ผู้จัดการ Bric Global Agricultural Consultants Ltd. เห็นว่า ระบบติดตามฯ จะมีส่วนช่วยยกระดับความปลอดภัยของอาหารและเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคในจีน โดยกล่าวว่า “ผู้บริโภคจะเลือกเนื้อสัตว์และผักที่ได้รับการรับรองจากระบบติดตามฯ โดยไม่มีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ... ธุรกิจจะให้การต้อนรับการใช้ระบบติดตามดังกล่าว ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการสร้างตราสินค้า”

อนึ่ง ประมาณร้อยละ 80 ของเนื้อสัตว์และผักในเมืองใหญ่ของจีนผลิตจากชนบท และมากกว่าร้อยละ 80 ของการขนส่งกระทำผ่านตลาดค้าส่ง ขณะที่โครงการระยะแรกซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2553 นั้นได้ขยายการดำเนินการครอบคลุมโรงฆ่าสัตว์ 176 แห่ง ตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ 100 แห่ง ตลาดอาหาร มากกว่า 3,000 แห่ง ซุปเปอร์มาร์เก็ต 1,400 แห่ง และผู้ซื้อรายใหญ่มากกว่า 4,400 รายใน 10 เมืองสำคัญ อาทิ เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) และต้าเหลียน (Dalian) แล้วในปัจจุบัน

 

สาระสำคัญของกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของอาหาร ... เพิ่มอำนาจและความสับสน

หากมองย้อนหลังไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับอาหารปลอดภัยราว 20 ฉบับและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอีกว่า 190 ฉบับ รวมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานและคณะกรรมการกว่า 35 รายเข้ามาช่วยกำกับดูแลอุตสาหกรรมอาหารเพื่อแก้ไขและปรับปรุงปัญหาดังกล่าว

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขของจีนยังพบอีกว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดปัญหา “นมผงสยอง” เมื่อราว 3 ปีที่แล้ว จีนมีมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารและส่วนผสมอาหารแห่งชาติ 1,829 มาตรฐาน และมีอีกมากกว่า 1,200 มาตรฐานท้องถิ่น มาตรฐานเหล่านี้มีความแตกต่างและขัดแย้งระหว่างกัน อันนำไปสู่ความสับสนและช่องโหว่มากมาย

ทั้งนี้ หนึ่งในกลไกที่รัฐบาลจีนต้องการใช้ในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังภายหลังเหตุการณ์นมผงปนเปื้อน ได้แก่ การออก “กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety Law: SFL) เพื่อทดแทน “กฎหมายว่าด้วยสุขลักษณะของอาหาร(Food Hygiene Law: FHL) ซึ่งออกมาบังคับใช้นับแต่ปี 2538

กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของอาหารฉบับล่าสุดนี้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการถาวรของสภาประชาชนฯ ครั้งที่ 11 และมีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2552 จึงนับเป็นกฎหมายหลักที่กำกับดูแลเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารของจีนในปัจจุบัน โดยเน้นถึงการเพิ่มบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องไว้อย่างกว้างขวาง จัดระบบมาตรฐานความปลอดภัยฯ แห่งชาติ และผนวกรวมกฎระเบียบและมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ยกเครื่องระบบใบอนุญาต และเพิ่มบทลงโทษแก่ผู้กระทำผิด กฎหมายดังกล่าวมีทั้งสิ้น 104 มาตราใน 10 หมวดสำคัญ ซึ่งในแต่ละหมวดมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1.   วัตถุประสงค์และขอบข่าย

·    มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยของอาหารและปกป้องสุขภาพและชีวิตของประชาชนภายในประเทศ

·    มีขอบข่ายของธุรกรรมในจีน ตั้งแต่การผลิตและแปรรูปอาหาร การจัดจำหน่าย และบริการจัดเตรียมอาหารนอกสถานที่ (Catering Service) การผลิตและการค้าส่วนผสมอาหาร เครื่องมืออุปกรณ์ในการผลิต พาหนะขนส่ง วัตถุดิบและส่วนผสมอาหาร ภาชนะ และสารฆ่าเชื้อโรค

·    กำหนดให้กรมสุขภาพที่ขึ้นตรงต่อคณะรัฐมนตรีรับผิดชอบเกี่ยวกับการประสานงานในภาพรวม การประเมินความเสี่ยง การกำหนดมาตรฐาน การให้ข้อมูล การพัฒนาเกณฑ์การรับรองหน่วยงานทดสอบและหลักเกณฑ์การทดสอบด้านความปลอดภัยของอาหาร และองค์กรสืบสวนและแก้ไขกรณีเกิดอุบัติเหตุด้านความปลอดภัยของอาหารครั้งใหญ่

·    กำหนดบทบาทให้หน่วยงานของรัฐบาลท้องถิ่นรับผิดชอบในด้านการจัดการทั้งระบบในการกำกับควบคุมความปลอดภัยด้านอาหารในพื้นที่ของตนเองให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

·    ให้สมาคมอุตสาหกรรมอาหารกำกับดูแลและแนะนำให้ผู้ผลิตและผู้ค้าปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อำนวยความสะดวกในการสร้างความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรม และเผยแพร่องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง

·    กระตุ้นให้กลุ่มสังคมและชุมชนต่าง ๆ ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการให้ความรู้ และให้สื่อประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับกฎหมาย กฎระเบียบ มาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร และความรู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเผยแพร่การกระทำใด ๆ ที่ขัดต่อกฎหมายนี้ เพื่อสนับสนุนอาหารสุขภาพและเพิ่มระดับการตระหนักรู้และความสามารถในการป้องกันตนเองของผู้บริโภค

2.   การตรวจสอบและประเมินผลความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาหาร

·    กำหนดให้สร้างระบบการตรวจสอบสำหรับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาหารระดับชาติขึ้นเพื่อสอดส่องเกี่ยวกับการติดเชื้อ การปนเปื้อน และอันตรายจากอาหาร

·    ระบุให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเกษตร การกำกับดูแลคุณภาพ อุตสาหกรรมและพาณิชย์ และการจัดการอาหารและยาที่ขึ้นตรงต่อคณะรัฐมนตรีรายงาน เสนอแนะ และให้ข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังกรมสุขภาพหลังจากที่ได้รับทราบข้อมูลความเสี่ยงเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหาร ในทางกลับกัน กรมสุขภาพก็ต้องแจ้งผลการประเมินฯ กลับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเวลาที่เหมาะสม พร้อมให้หน่วยงานเหล่านั้นดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อลดผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากอาหารไม่ปลอดภัย อาทิ การสั่งหยุดการผลิตและการค้า และการแจ้งผู้บริโภคให้หยุดการบริโภคอาหาร

·    กำหนดให้สร้างกลไกการประเมินความเสี่ยงจากอันตรายด้านชีวภาพ เคมี  และกายภาพในสินค้าอาหารและส่วนผสมอาหารขึ้น โดยมีคณะกรรมการพิเศษที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านยา เกษตร อาหาร และโภชนาการเป็นผู้พิจารณากำหนดการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาหาร บนพื้นฐานของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลด้านการทดสอบความเสี่ยงฯ วิทยาศาสตร์ และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

3.   มาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร

·    ให้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารแห่งชาติ และในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานระดับชาติระบุไว้ ให้สามารถพัฒนามาตรฐานระดับท้องถิ่นได้ และในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานในสองระดับดังกล่าว กิจการอาหารก็อาจพัฒนามาตรฐานของตนเองสำหรับการผลิตได้ รัฐบาลจีนยังกระตุ้นให้กิจการเอกชนกำหนดมาตรฐานของตนเองสูงกว่าของระดับชาติและท้องถิ่น

·    มาตรฐานความปลอดภัยของอาหารแห่งชาติครอบคลุมถึงการจำกัดเชื้อโรค สารเคมี สารตกค้างจากยาฆ่าแมลง ส่วนผสมอาหาร และโลหะหนัก รวมทั้งวัตถุใด ๆ ในอาหารและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ ข้อบังคับองค์ประกอบและส่วนผสมอาหารเด็กและประชากรกลุ่มอื่น ๆ การจัดทำฉลาก เครื่องหมายและข้อแนะนำที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอาหารและโภชนาการ วิธีการและขั้นตอนในการทดสอบอาหารและการฆ่าสัตว์ เป็นต้น

·    มาตรฐานความปลอดภัยของอาหารแห่งชาติจะต้องได้รับการทบทวนและอนุมัติจากคณะกรรมการประเมินมาตรฐานฯ แห่งชาติ ซึ่งมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้คณะรัฐมนตรีร่วมพิจารณาอยู่ในคณะกรรมการฯ

4.   การผลิตและการค้าอาหาร

·    กำหนดให้กิจกรรมการผลิตและการค้าปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร อาทิ

o ต้องจัดให้มีสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การบรรจุภัณฑ์ และการเก็บรักษาทั้งในเชิงของความหลากหลายและปริมาณของอาหารที่ผลิตและจำหน่าย รวมทั้งให้อยู่ห่างจากสถานที่เก็บสินค้าที่เป็นพิษหรืออันตราย และแหล่งของการปนเปื้อนอื่น ๆ

o ต้องจัดให้มีอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้งระบบที่เกี่ยวข้องสำหรับการผลิตและจำหน่ายที่เหมาะสมกับความหลากหลายและปริมาณของอาหาร

o ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยของอาหาร ด้านการจัดการ และกฎหมายกฎระเบียบเพื่อสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหาร

·    ห้ามมิให้ผลิตและค้าสินค้าอาหารหลายประเภท อาทิ

o อาหารที่ใส่วัตถุดิบที่มิใช่อาหาร หรือสารเคมี (นอกเหนือจากสารผสมอาหาร) วัตถุใด ๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ หรืออาหารที่ผลิตจากวัตถุดิบที่นำกลับมาใช้ใหม่ รวมทั้ง

o อาหารที่มีเชื้อโรค ส่วนผสมของสารตกค้างจากยาฆ่าแมลง โลหะหนัก สาร ปนเปื้อน และวัตถุอื่น ๆ ที่สูงเกินกว่ามาตรฐานอาหารปลอดภัยที่กำหนดและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์

o ส่วนผสมด้านโภชนาการของอาหารเสริมสำหรับเด็กทารกและกลุ่มประชากรที่เฉพาะเจาะจงที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานฯ

o อาหารที่เน่าเสีย มีไขมันบูด มีปลวกหรือแมลง สกปรกหรือปนเปื้อน มีสารอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเจือปนอยู่ หรือแสดงให้เห็นว่ามีความผิดปกติ

o เนื้อหรือผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ปีก ปศุสัตว์ สัตว์หรือสัตว์น้ำที่ตายอันเนื่องจากเชื้อโรค ยาพิษ และที่ไม่สามารถระบุสาเหตุได้ รวมทั้งที่ยังไม่ผ่านหรือไม่ผ่านการตรวจสอบและกักกันโรคโดยหน่วยงานกำกับดูแลเกี่ยวกับสุขภาพสัตว์

o อาหารที่ปนเปื้อนจากบรรจุภัณฑ์ คอนเทนเนอร์ หรือวิธีการขนส่ง

o อาหารที่หมดอายุ หรือสินค้าที่บรรจุเรียบร้อยแล้วโดยปราศจากฉลาก

·    กำหนดให้นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาจะต้องได้รับใบอนุญาตการผลิต การกระจายสินค้า หรือบริการจัดเตรียมอาหารนอกสถานที่ก่อนที่จะดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง

·    กระตุ้นให้ผู้ผลิตและผู้ค้าปฏิบัติตาม GMP และ HACCP เพื่อปรับปรุงระดับการจัดการด้านความปลอดภัยของอาหาร

·    กำหนดให้ผู้ผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการบริโภคแจ้งรายการวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เช่น ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย สารเร่งโต ยาฉีด อาหารสัตว์และส่วนผสมให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันก็ให้ผู้ผลิตอาหารตรวจสอบใบอนุญาตของซัพพลายเออร์และใบรับรองสินค้า รวมทั้งจัดเก็บสถิติอย่างเป็นระบบเมื่อจัดซื้อวัตถุดิบ ส่วนผสมอาหาร และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอาหาร

·    กำหนดให้ผู้ค้าอาหารตรวจสอบใบอนุญาตของซัพพลายเออร์และใบรับรองสินค้า รวมทั้งสร้างและเก็บรักษาข้อมูลและสถิติอย่างเป็นระบบเมื่อจัดซื้อสินค้าอาหาร เช่น ชื่อ ลักษณะพิเศษ ประมาณ วันผลิต อายุสินค้า ชื่อและข้อมูลติดต่อของซัพพลายเออร์ และวันจัดซื้อ

·    กำหนดให้ผู้ค้าอาหารเก็บรักษาอาหารให้เป็นไปตามข้อบังคับเพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยของอาหาร และระบุข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ณ จุดจัดเก็บอาหารเมื่อจัดเก็บรักษาสินค้า และ ณ คอนเทนเนอร์หรือด้านนอกของบรรจุภัณฑ์เมื่อจำหน่ายสินค้าในลักษณะเทกอง

·    กำหนดให้สร้างระบบการเรียกคืนสินค้าอาหารในจีนที่ให้อำนาจผู้ผลิตสามารถหยุดการผลิต เรียกคืนอาหาร แจ้งผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้บริโภคที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดทำสถิติเกี่ยวกับการเรียกคืนและการแจ้งใด ๆ หากพบว่าอาหารดังกล่าวมิได้เป็นไปตามมาตรฐานฯ

5.   การทดสอบอาหาร

·    หน่วยงานทดสอบอาหารจะต้องได้รับการรับรองตามข้อบังคับของประกาศนียบัตรและใบรับรองตามที่กำหนดโดยกรมสุขภาพภายใต้คณะรัฐมนตรี

·    กำหนดให้การทดสอบอาหารจะต้องเป็นไปอย่างอิสระ และกรมควบคุมความ ปลอดภัยของอาหารไม่อาจยกเว้นการดำเนินการตรวจสอบอาหารได้

6.   การนำเข้าและส่งออกอาหาร

·    กำหนดให้การนำเข้าและส่งออกอาหารและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอาหารจะต้องถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร

·    กำหนดให้ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกอาหารจะต้องเก็บสถิติและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า การส่งออก การขาย และอื่น ๆ ขณะที่ผู้ผลิตอาหารต่างชาติที่ส่งออกเข้ามายังจีนจะต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานตรวจสอบการนำเข้า-ส่งออก

7.   การดำเนินการกรณีเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหาร

·    คณะรัฐมนตรีจะกำหนดแผนฉุกเฉินกรณีเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหาร ขณะที่รัฐบาลระดับท้องถิ่นจะต้องดำเนินการในลักษณะเดียวกันในพื้นที่ที่รับผิดชอบโดยให้สอดคล้องกับกฎหมาย กฎระเบียบ และแผนฉุกเฉินของรัฐบาลหน่วยเหนือและสถานการณ์ท้องถิ่น

·    ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุด้านความปลอดภัยของอาหารในขั้นรุนแรง รัฐบาลและกรมสุขภาพในระดับท้องถิ่นจะต้องรีบแก้ไขปัญหาและรายงานเหตุการณ์ให้รัฐบาลและกรมสุขภาพในระดับที่สูงขึ้นไปเพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในโอกาสแรก

8.   การกำกับและการจัดการ

·    รัฐบาลท้องถิ่นและระดับที่สูงขึ้นไปจะต้องจัดหน่วยงานด้านสุขภาพ การกำกับคุณภาพ อุตสาหกรรมและพาณิชย์ และการจัดการอาหารและยา เพื่อพัฒนาแผนประจำปีเกี่ยวกับการกำกับและจัดการด้านความปลอดภัยของอาหารในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบและดำเนินการตามแผนที่กำหนด

·    ให้อำนาจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทางด้านสุขภาพ การกำกับคุณภาพ อุตสาหกรรมและพาณิชย์ และการจัดการอาหารและยาในการดำเนินการใด ๆ เพื่อป้องกันและลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อสาธารณชน เช่น การตรวจตราสถานที่ผลิตและจำหน่าย สุ่มตัวอย่างและทดสอบสินค้าที่ผลิตและจำหน่าย การทบทวนสัญญา เอกสาร สมุดบันทึก และข้อมูลอื่น ๆ การปิดและจำกัดการเคลื่อนย้ายอาหารที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานฯ วัตถุดิบ ส่วนผสมอาหาร และผลิตภัณฑ์อาหารที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งอุปกรณ์และเครื่องมือที่ปนเปื้อนหรือใช้สำหรับการผลิตและการค้าที่ผิดกฎหมาย และการปิดแหล่งผลิตและจำหน่ายอาหารที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานฯ

9.   บทลงโทษทางกฎหมาย

·    กำหนดบทลงโทษผู้ผลิตและผู้ค้าที่ไม่ได้มาตรฐานฯ หรือแหล่งผลิตและจำหน่าย รวมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ผ่านการตรวจสอบตามระดับความรุนแรงของเหตุการณ์แตกต่างกันออกไป อาทิ

o ในกรณีที่มูลค่าของอาหารหรือสารผสมอาหารที่ผิดกฎหมายน้อยกว่า 10,000หยวน บทปรับอยู่ระหว่าง 2,000-50,000 หยวน

o ในกรณีที่มูลค่าของสินค้ามากกว่า 10,000 หยวน บทปรับจะอยู่ระหว่าง 5-10 เท่าของมูลค่าสินค้า

o ในกรณีที่เป็นความผิดร้ายแรง กิจการจะถูกลงโทษให้ปิดการผลิตหรือการประกอบธุรกิจ หรือเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ

o ในกรณีที่กิจการไม่แก้ไขหรือไม่ปฏิบัติตามคำเตือนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บทปรับจะอยู่ระหว่าง 2,000-20,000 หยวน และหากเป็นกรณีที่ร้ายแรง กิจการจะถูกลงโทษให้ปิดการผลิตหรือการประกอบธุรกิจ หรือเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ

o ในกรณีที่กิจการถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการ ผู้จัดการที่รับผิดชอบจะไม่ได้รับอนุญาตให้บริหารกิจกรรมด้านการผลิตหรือการค้าอาหารเป็นระยะเวลา 5 ปีนับแต่ลงโทษ

·    กำหนดบทลงโทษของหน่วยงานตรวจสอบอาหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่จัดทำรายงานผลการตรวจสอบกรณีอาหารไม่ปลอดภัย หน่วยงานต้นสังกัดหรือองค์กรที่ให้ใบอนุญาตจะต้องเพิกถอนประกาศนียบัตรดังกล่าว ผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกถอดถอนหรือไล่ออกจากตำแหน่ง โดยบุคคลเหล่านี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้เกี่ยวข้องกับงานตรวจสอบอาหารเป็นเวลา 10 ปี

10.   บทเสริม

·    กฎหมายฉบับนี้ไม่มีผลย้อนหลัง ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตหรือผู้ค้าที่ได้รับใบอนุญาตใด ๆ ที่เกี่ยวข้องก่อนกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ สามารถใช้สิทธิตามใบอนุญาตดังกล่าวได้จนถึงวันหมดอายุ

·    กำหนดให้การจัดการด้านความปลอดภัยฯ สำหรับผลิตภัณฑ์นม อาหารตัดต่อพันธุกรรม การฆ่าสุกร ไวน์ และเกลือธรรมชาติอยู่ภายใต้กฎหมายนี้จนกว่าจะมีกฎหมายเฉพาะ

 

สถานการณ์และปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับระบบการตรวจสอบอาหารของจีนในปัจจุบัน

ภายหลังจากการมีผลบังคับใช้ของกฎหมายดังกล่าว คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้จัดตั้ง “คณะกรรมการด้านความปลอดภัยของอาหาร(Food Safety Commission) ขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 โดยมีรองนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงเป็นประธานกรรมการ และมีผู้แทนของรัฐที่เกี่ยวข้องจากอีก 15 องค์กรร่วมอยู่ในคณะกรรมการ ประการสำคัญ กฎหมายยังกำหนดให้องค์กรนี้มีอำนาจสูงสุดในการกำกับดูแลความปลอดภัยฯ ในจีน โดยให้ทำหน้าที่เป็นองค์กรให้คำปรึกษาและประสานงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายและแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดให้กิจการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารต้องขอรับใบอนุญาตเฉพาะ โดยจำแนกออกเป็น 3 ประเภท จากเดิมที่ต้องยื่นขอเพียง “ใบอนุญาตอาหารสุขลักษณะ(Food Hygiene Certificate: FHC) จากกระทรวงสาธารณสุขเพียงฉบับเดียว ใบอนุญาตทั้งสามประเภทใหม่นี้ได้แก่ “ใบอนุญาตผลิตอาหาร(Food Production Certificate: FPC) ใบอนุญาตจัดจำหน่ายอาหาร(Food Distribution Certificate: FDC) และ “ใบอนุญาตบริการเตรียมอาหารนอกสถานที่(Catering Service Certificate: CSC) โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตดังกล่าวจากสำนักงานกำกับคุณภาพ ตรวจสอบ และกักกันโรค (The General Administration of Quality Supervision, Inspection and Quarantine: AQSIQ) องค์การอุตสาหกรรมและพาณิชย์ และองค์การอาหารและยา ตามลำดับ

แม้ว่ารัฐบาลจีนได้พยายามเร่งออกกฎระเบียบและแนวปฏิบัติมากมายเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหานี้มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจีนจะยังเผชิญกับปัญหาอื่นที่สลับซับซ้อนอยู่อีกมากมาย การผลักดันให้เกิดการยอมรับและเชื่อมั่นในคุณภาพอาหารที่ผลิตขึ้นในจีน ทั้งจากผู้บริโภคภายในและต่างประเทศจึงเป็นเสมือน “การเดินทางไกล” ที่รัฐบาลและเอกชนจีนต้องมุ่งหน้าฟันฝ่าต่อไป

แม้กระทั่งในจีนเอง ระดับความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลก็ดูจะไม่ดีขึ้น เพราะงานวิจัยหนึ่งที่เก็บตัวอย่างภายหลังการออกกฎหมายความปลอดภัยของอาหารเมื่อปี 2552 ระบุว่า ร้อยละ 60 ของผู้ตอบแบบสอบถามแสดงความเห็นว่า “ไม่เชื่อมั่น” ว่ากฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้สถานการณ์อาหารไม่ปลอดภัยดีขึ้น ขณะที่พลเมืองเน็ต (Netizen) ในจีนก็ยังรู้สึกว่า ปัญหานี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความล้มเหลวของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการควบคุมและดูแลให้เกิดประสิทธิภาพ และเมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์แห่งชาติอย่าง CCTV ได้มีรายงานข่าวว่า ผู้บริโภคชาวจีนที่ตอบแบบสอบถามเชื่อว่า ร้อยละ 60 ของส่วนผสมอาหารที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาดยังไม่สามารถตรวจจับในทางเทคนิคได้

นอกเหนือจากปัญหาด้านเจ้าหน้าที่ของรัฐในเชิงคุณภาพแล้ว จีนยังประสบปัญหาอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพสินค้าในเชิงปริมาณ ปัจจุบัน จีนมีเจ้าหน้าที่เหล่านี้อยู่เพียงประมาณ 220,000 คนทั่วประเทศ แต่ต้องรับผิดชอบดูแลทั้งด้านการตรวจสอบคุณภาพการผลิตและสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชนราว 1,400 ล้านคน

จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยฯ ระบุว่า ปัจจุบัน จีนมีเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์จำนวนถึง 200 ล้านคน ผู้ค้าปลีกอาหารจำนวน 4.3 ล้านราย และร้านอาหารประมาณ 2.1 ล้านแห่ง ไม่นับรวมถึงร้านขายอาหารขนาดเล็กและหาบเร่แผงลอยตามถนนอีกจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารในจีนยังมีจำนวนมากถึง 500,000 ราย ในจำนวนนี้ร้อยละ 80 ของผู้แปรรูปอาหารยังประกอบการมาเป็นเวลาไม่ถึง 10 ปี และขาดประสบการณ์และวินัยในการดำเนินธุรกิจในระดับเดียวกับกิจการขนาดใหญ่ที่อยู่ในวงการมาเป็นเวลานาน ทำให้การกำกับควบคุมเพื่อให้มั่นใจว่าอุตสาหกรรมอาหารปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารไม่ใช่สิ่งที่ง่าย ทั้งนี้เนื่องจากจำนวนและลักษณะเฉพาะของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ผู้แปรรูปอาหารมีจำนวนมากและส่วนใหญ่ยังเป็นกิจการรายย่อยอีกด้วย

ข้อมูลจากสื่อสิ่งพิมพ์หลายฉบับยังสะท้อนว่า เครื่องมือและอุปกรณ์ในการตรวจสอบก็ยังขาดแคลนและไม่ทันสมัยเท่าที่ควร จีนจึงจำเป็นต้องเร่งขยายทีมงานและปรับปรุงเครื่องมือและอุปกรณ์ด้านการตรวจสอบขนานใหญ่ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า กอรปกับระบบการกำกับตรวจสอบที่ไม่เป็นระบบและครบวงจร ทำให้ยังไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่ยังรวมถึงการมีกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรฐานในด้านนี้หลายฉบับและสลับซับซ้อนมาก โดยให้อำนาจหน้าที่กับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องถึงราว 10 องค์กรระดับชาติ ไล่ตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุข องค์การอาหารและยา องค์การยา (The State Drug Administration: SDA) กระทรวงเกษตร (Ministry of Agriculture) SAIC กระทรวงความมั่นคงของสาธารณชน (Ministry of Public Security) AQSIQ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Ministry of Science and Technology) สำนักงานคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยด้านอาหาร (Office of Food Safety Commission) และสถาบันด้านโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหาร (The National Institute of Nutrition and Food Safety) เข้ามาช่วยกันกำกับดูแลเรื่องนี้

แน่นอนว่าในเชิงโครงสร้างแล้ว ไม่มีหน่วยงานใดดังกล่าวที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จทุกขั้นตอน แต่กลับมีขอบเขตอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบที่ทับซ้อนกันมากมาย แม้ว่าในปี 2546 สภาประชาชนจีนได้ให้ความเห็นชอบในการจัดตั้งองค์การอาหารและยา โดยหวังให้หน่วยงานนี้ดูแลรับผิดชอบในเรื่องนโยบายความปลอดภัยของอาหารและการควบคุมความปลอดภัยของอาหารแบบเบ็ดเสร็จก็ตาม

แต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการอาหารในเวลาต่อมากลับเห็นว่า กฎหมายด้านอาหารและยาที่ออกในครั้งนั้นถูกกำหนดขึ้นเฉพาะกิจโดยปราศจากหลักการสำคัญของกฎหมายพื้นฐานด้านอาหารหรือสอดคล้องกับเจตนารมย์เดิมที่กำหนดไว้ ทำให้ความคาดหวังที่จะให้องค์การอาหารและยาที่จัดตั้งขึ้นใหม่เป็นแกนหลักในการจัดการเรื่องนี้จึงไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

แม้กระทั่งกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยฯ ฉบับล่าสุดที่ได้รับการปรับปรุงอย่างมากก็ยังไม่อาจครอบคลุมหรือใช้เป็นกฎหมายหลักได้อย่างเบ็ดเสร็จ ดังจะเห็นได้จากสาระในมาตราที่ 3 ของหมวดทั่วไปของกฎหมายดังกล่าวที่ระบุว่า “Food producers and traders shall strictly follow relevant laws, regulations and food safety standards in their business activities, be responsible for the public, ensure the food safety, receive the supervision of the public and bear the social responsibility.” ซึ่งสะท้อนว่า รัฐบาลจีนยังคงให้ความสำคัญกับกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหารที่มีอยู่เดิม ส่งผลให้แต่ละองค์กรที่มีอยู่เดิมยังคงต้องใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่กำกับควบคุมในเรื่องนี้ต่อไป นี่ยังไม่นับรวมองค์กรในระดับมณฑลและเมืองที่กำกับดูแลด้านการผลิตและการจัดจำหน่ายในท้องถิ่นอีกเป็นจำนวนมาก

สิ่งเหล่านี้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและผู้บริโภคไปพร้อมกัน โดยมีเสียงบ่นจากผู้ประกอบการของจีนและต่างชาติที่ส่งออกหรือผลิตสินค้าในจีนเป็นจำนวนมากว่า กิจการของตนเองโดนหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบกระบวนการผลิตอย่างซ้ำซ้อนไม่เว้นแต่ละเดือนจนแทบไม่มีเวลาจะคิดและวางแผนทำงานอื่นกันแล้ว ขณะที่ผู้บริโภคเองต่างก็สับสนว่า เวลาเผชิญกับปัญหาอาหารปนเปื้อน ตนเองควรจะร้องเรียนกับหน่วยงานของรัฐใด หรือหากเกิดปัญหาในเรื่องนี้ หน่วยงานใดจะเป็นแกนหลักในการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และปัญหาขนาดไหนจึงจะจัดว่าอยู่ในระดับที่ “ใหญ่”

 

ปัญหาทุเลาลงหรือรุนแรงมากขึ้น

อันที่จริงแล้ว นับแต่มีกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของอาหารเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาก็พบว่า มาตรฐานและขั้นตอนการตรวจสอบอาหารของจีนได้รับการปรับปรุงขึ้นมาก โดยเฉพาะนับแต่ปี 2553 โดยนายผู่ ฉางเฉิง (Pu Changcheng) ผู้ช่วยรัฐมนตรี AQSIQ ได้ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ไว้ว่า ในปี 2553 มากกว่าร้อยละ 96 ของสินค้าเกษตรกรรม ตั้งแต่พืช ผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์และประมง ผ่านมาตรฐานการตรวจสอบของ AQSIQ ซึ่งสูงกว่าระดับตัวเลขเมื่อปี 2544 ถึงกว่าร้อยละ 30

 นอกจากนี้ AQSIQ ยังให้ข้อมูลอีกว่า หากพิจารณาจากบทลงโทษผู้นำเข้าสินค้าอาหารของจีนที่ละเมิดกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของอาหารก็พบว่า สินค้าอาหารส่งออกของจีนมีคุณภาพสูงกว่าของสินค้านำเข้าเสียอีก ซึ่งอาจช่วยสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภคชาวจีนได้ในระดับหนึ่ง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนโดยสำนักงานกำกับความปลอดภัยด้านอาหารแห่งชาติได้แถลงข่าวเกี่ยวกับการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยของอาหารในทุกขั้นตอนของ  ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) รวมจำนวน 130,000 คดีในปี 2553 โดยตรวจพบอาหารที่เข้าข่ายไม่ปลอดภัย 43,000 กรณีคิดเป็นมูลค่าถึง 650 ล้านหยวน เพิกถอนใบอนุญาตการผลิต 5,654 ราย เรียกคืนใบอนุญาตการส่งออก 706 ราย จับกุมและลงโทษผู้กระทำผิดจำนวน 248 คน ในจำนวนนี้เป็นคดีที่รุนแรงเข้าข่ายการเป็นอาชญากรจำนวน 115 ราย แต่โชคดีที่ไม่มีคดีใหญ่ที่รุนแรงเกิดขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2553 มีกรณีศึกษาเกี่ยวกับการปนเปื้อนของอาหารในจีนที่น่าสนใจ ดังนี้

·    การปิดโรงงานผลิตก๋วยเตี๋ยว 17 แห่งในมณฑลกวางตุ้งที่ตรวจพบว่าผลิตภัณฑ์มีน้ำหมึกและแว๊กซ์ (ขี้ผึ้ง) ผสมอยู่

·    การตรวจพบผู้ป่วยจำนวนหลายร้อยรายภายหลังการบริโภคเนื้อหมู และการร้องเรียนว่า เนื้อหมูที่ซื้อจากร้านมีลักษณะ “เรืองแสง”

·    การจับกุมนมผงจำนวน 64 ตันที่มีส่วนผสมของสารเมลามีนในระดับที่สูงกว่าที่กำหนดถึง 500 เท่า

·    เจ้าหน้าที่จำนวน 191 รายถูกลงโทษจากความหย่อนยานในการปฏิบัติหน้าที่การใช้บังคับกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหาร และในจำนวนนี้ 26 คนถูกลงโทษถึงขั้นไล่ออก

นอกจากนี้ ภายหลังปัญหาสารปนเปื้อนประทุขึ้นอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและกรมที่เกี่ยวข้องยังได้เริ่มดำเนินโครงการรณรงค์ระยะเวลา 1 ปีเพื่อลดเลิกการผลิต การขาย และการใช้สารผสมอาหารที่ผิดกฎหมาย และเริ่มตรวจสอบห่วงโซ่การผลิตเนื้อ ตั้งแต่การดูแลแม่พันธุ์และลูกหมู ไปจนถึงการฆ่า และการจัดจำหน่ายสินค้าสำเร็จรูป

นายสูว หู่ (Xu Hu) ผู้บริหารของกระทรวงความมั่นคงของสาธารณชนกล่าวในระหว่างการประชุมหารือเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่ผ่านมาว่า กระทรวงฯ ยังได้เริ่มแคมเปญรณรงค์ต่อต้านการใช้สารเร่ง เนื้อแดงในหมู ซึ่งตรวจพบสารดังกล่าวขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ณ มณฑลเหอหนาน อันส่งผลให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การขาย และการใช้สารดังกล่าวจำนวนกว่า 2,000 คนต้องถูกจับกุมตัว และผู้ผลิตสารเคมีดังกล่าวรายใหญ่ถูกตัดสินประหารชีวิต (แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี)

และนับแต่ต้นปี 2554 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนได้เดินหน้าตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารอย่างจริงจัง โดยมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจสรุปได้ดังนี้

·    ที่ดินเพื่อการเกษตรและธัญพืชมากกว่า 12 ล้านตันของจีนปนเปื้อนกับมลพิษโลหะอันตราย โดยเฉพาะในมณฑลยูนนาน กวางตุ้ง และกวางสี

·    การเจตนาใส่สารพิษในนมในก่านซู่ทำให้เด็กเสียชีวิต 3 รายและอีก 36 คนล้มป่วย

·    การตรวจจับถั่วงอกปริมาณถึง 40 ตันที่มีสารเคมีที่เป็นอันตราย อาทิ โซเดียมไนไตร้ท์ ยูเรีย แอนตี้ไบโอติก และสารเร่งโตปนเปื้อนอยู่ในนครเสิ่นหยาง

·    เจ้าหน้าที่มณฑลกวางตุ้งตรวจพบหมูปนเปื้อนสารเคมีอันตรายจำนวนถึง 16 ตัน

·    นมผงผสมเมลามีนจำนวน 26 ตันถูกตรวจจับได้ในบริษัทที่ตั้งอยู่ที่นครฉงชิ่ง โดยบริษัทให้การว่าได้ซื้อสินค้าราคาพิเศษจากบริษัทที่ตั้งอยู่ในกวางสี และได้สั่งลงโทษจำคุกตลอดชีวิตผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 คน

·    เกษตรกรในมณฑลเจียงซูรายงานว่ามีแตงโมระเบิดเป็นจำนวนมาก สาเหตุเนื่องจากการใช้สารเร่งโตมากเกินขอบเขต

การยกระดับมาตรฐาน ... รัฐบาลจีนมีภูเขาลูกใหญ่กองอยู่ตรงหน้า

ปัญหาพื้นฐานของความไม่ปลอดภัยของอาหารในจีนเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง และการเก็บเกี่ยว ดังจะเห็นได้จาก การตรวจพบว่าเกษตรกรของจีนใช้สารเคมีหลายอย่างที่ไม่จำเป็นในผลผลิตขั้นสุดท้าย หรือขาดความระมัดระวังใช้ในปริมาณที่มากเกินไป โดยเข้าใจว่าสารเคมีเหล่านี้จะช่วยเพิ่มคุณภาพและความปลอดภัยในผลผลิตของตน อาทิ กรณีของแตงโมระเบิดที่เกษตรกรจีนใช้สารเคมีมากเกินระดับเพื่อเร่งให้ผลผลิตใหญ่ และหวังว่าจะมีส่วนช่วยให้คุณภาพหรือรสชาติของแตงโมดีขึ้น

อีกปัญหาหนึ่งได้แก่ แรงกดดันด้านราคาจากผู้สั่งซื้อสินค้าของทั้งในและต่างประเทศท่ามกลางการพัฒนาของเทคโนโลยีการผลิตสารเคมีใหม่ และมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารโลกที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

ในกรณีของจีน ความละโมภและการขาดจริยธรรมในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการท้องถิ่นดูจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา โดยพบว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากมีลักษณะเป็น “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” ทั้งที่มีกรณีตัวอย่างอย่างชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบเชิงธุรกิจที่รุนแรงจากการใช้สารเคมีที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีการใช้สารผสมอาหารผิดกฎหมายได้ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจเครือซานลู่ (Sanlu Group) ผู้ผลิตนมผงรายใหญ่ที่สุดของจีน จนถึงกับล้มละลายไปเมื่อปี 2551 และกลุ่มธุรกิจเครือชวงหุ่ย (Shuanghui Group) ผู้แปรรูปเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุดของจีน ประสบกับการขาดทุนอย่างประเมินค่ามิได้ ขณะที่เทคโนโลยียังคงรุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่จริยธรรมในการประกอบการมิได้รับการพัฒนาให้สูงขึ้นตามไปด้วย ปัญหาความไม่ปลอดภัยของอาหารในจีนจึงยังคงเป็นปัญหา “โลกแตก” ต่อไป

การแก้ไขปัญหาที่ใหญ่และกว้างขวางเช่นนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรมจึงจำเป็นต้องอาศัยองคาพยพในทุกส่วนเข้ามาทวีกำลังกัน ตั้งแต่ด้านงบประมาณ ผู้บริหารและบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ และความร่วมมือและจริงใจของภาครัฐและเอกชน รวมทั้งภาคประชาชนที่ต้องเป็นหูเป้นหาสอดส่องและรายงานเกี่ยวกับสิ่งผิดปกติที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรการสนับสนุนส่งเสริมและมาตรการลงโทษที่เฉียบขาด ต่อเนื่อง (ระยะเวลา) และครบวงจร

นายจิน ฟาจง (Jin Fazhong) รองอธิบดีกรมคุณภาพสินค้าและการกำกับความปลอดภัย (Department of Product Quality and Safety Monitoring) ของกระทรวงเกษตรกล่าวว่า “ความพยายามของจีนที่ผ่านมาในการปรับปรุงระบบและมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารให้ทันสมัยดูจะสูญเปล่าหากรัฐบาลไม่เดินหน้าในการดำเนินมาตรการต่อสู้ภัยคุกคามใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ สารตกค้างในยาฆ่าแมลง สารผสมอาหารที่ผิดกฎหมาย และความปลอดภัยด้านการผลิตและมาตรฐานคุณภาพอาหาร” โดยได้แนะนำว่า ในส่วนของการขจัดสารตกค้างในยาฆ่าแมลง จีนควรรับเอาระบบการออกใบอนุญาตด้านการผลิตสารเคมีที่เข้มงวดมาใช้บังคับ และกำกับตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรใช้สารเคมีที่ถูกต้องตามกฎหมายตามตารางเวลาที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดเพื่อให้สารตกค้างอยู่ในระดับที่ปลอดภัยและยอมรับได้ นอกจากนี้ ยังควรนำเอาระบบการลงรหัสและการติดตามสินค้าเกษตรมาเริ่มใช้อย่างจริงจัง

การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการผลิตและการปรับปรุงคุณภาพสินค้ายังนับว่ามีความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการใช้สารผสมอาหารที่ปลอดภัยและเหมาะสม โดยนายจินฯ ได้กล่าวเสริมว่า “ปฏิกริยาของสาธารณชนต่อเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า เราจำเป็นต้องเปิดกว้างและโปร่งใสในเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับสารผสมอาหารดังกล่าว เราต้องนำเสนอข้อควรปฏิบัติอันเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคและการฝึกอบรมและบริการด้านเทคโนโลยีที่มากเพียงพอแก่ผู้บริโภคและเกษตรกร การจัดหาข้อมูลวิธีการผลิตและการบริโภคที่เหมาะสมจะถูกจัดความสำคัญไว้เป็นถัดไปเพื่อช่วยเพิ่มความตระหนักรู้ของสาธารณชน”

ในการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยของอาหาร ... ดูเหมือนรัฐบาลจีนจะมีภูเขาลูกใหญ่ขวางหน้าอยู่เสียแล้ว

 

สิ่งที่ไทยควรดำเนินการ ... ใส่เกียร์เดินหน้า

ปัญหาด้านความปลอดภัยของอาหารของจีนดูจะสลับซับซ้อนมากขึ้นและส่งผลกระทบในวงกว้างสู่เวทีการค้าระหว่างประเทศ โดยในระยะหลังนี้ หลายฝ่ายได้สังเกตเห็นว่ารัฐบาลจีนเริ่มนำเอาประเด็นมาตรฐานอาหารที่สูงขึ้นมาเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) กับสินค้านำเข้า

จากการสัมภาษณ์ผู้ส่งออกสินค้าอาหารชั้นนำของไทยที่ส่งออกไปยังตลาดจีนก็พบว่า นับแต่ต้นปีที่ผ่านมา CIQ ของจีนใช้ระยะเวลานานขึ้นในการพิจารณาอนุมัติตรวจปล่อยสินค้าต่างประเทศเข้าสู่ตลาด  จีน บางรายใช้เวลามากกว่า 3 เดือนทำให้สินค้ามีอายุเหลืออยู่บนชั้นวางของสั้นลงหรืออาจไม่เพียงพอที่ช่องทางจัดจำหน่ายจะจัดสินค้าขึ้นชั้นได้ก็มี เล่นเอาผู้ประกอบการต่างชาติจำนวนมากต่างพยายามร้องเรียน (ไม่ออก) ในเหตุการณ์ที่สินค้าส่งออกของตนโดนเจ้าหน้าที่ของ CIQ ในแต่ละพื้นที่ใช้ดุลยพินิจอย่างมากในการพิจารณาตรวจสอบความถูกต้องและเหมาะสมของสินค้านำเข้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ตั้งแต่เรื่องความถูกต้องของฉลาก และคุณภาพของบรรจุภัณฑ์และสินค้าภายใน ทั้งที่ผู้ประกอบการเหล่านั้นนำเข้าสินค้าของตนเองเข้าสู่ตลาดมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม ดังนั้น ผู้ส่งออกสินค้าอาหารของไทยสู่ตลาดจีนจึงจำเป็นต้องระมัดระวังและให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยเช่นกัน

แม้ว่าปัญหาอาหารไม่ปลอดภัยของจีนจะดูใหญ่และกว้างขวาง แต่ผมก็อยากเรียนเตือนรัฐบาลและผู้ส่งออกของไทยว่าอย่าได้ชะล่าใจไป ความพร้อมและความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลจีนที่ส่งสัญญาณออกมาผ่านนโยบายก็ดี แผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 12 ก็ดี และกลไกต่าง ๆ ในระยะหลังสะท้อนว่า รัฐบาลจีนให้ความสำคัญและต้องการแก้ไขปัญหานี้ให้ลุล่วงเพื่อเตรียมสร้างสถานะในการเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารชั้นนำของโลกในที่สุด ด้วยบทบาทและกลไกภาครัฐที่ยังมีอิทธิพลและประสิทธิภาพสูงมากในจีน สถานการณ์วิกฤติดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงดุจพลิกฝ่ามือในระยะเวลาอันสั้น

นอกจากนี้ ความมั่งคั่งที่แพร่กระจายอย่างไม่หยุดยั้งในจีนซึ่งทำให้ชาวจีนมีฐานะดีขึ้นไม่เว้นแต่ละวันก็เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้รสนิยมและพฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ชาวจีนที่มีฐานะปานกลางและฐานะดีต่างห่วงใยในสุขภาพของตนเองและครอบครัว และยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อเลือกซื้อหาสินค้าอาหารนำเข้าที่มีคุณภาพดี หรือแม้กระทั่งเดินทางไปถึงฮ่องกงเพื่อมองหาสินค้าอาหารทางเลือกใหม่ที่อุ่นใจเพิ่มมากขึ้น

ในด้านอุปทาน ผู้ผลิตสินค้าอาหารของจีนจำนวนมากต่างปรับตัวและเตรียมความพร้อมในการก้าวขึ้นท้าชิงตำแหน่งกับสินค้าของต่างชาติ ผมยังสังเกตเห็นช่องทางจัดจำหน่ายอาหารสมัยใหม่ในจีน โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อและซุปเปอร์มาร์เก็ตที่หันมาจับตลาดระดับบนกันมากขึ้น ช่องทางจัดจำหน่ายอย่างของเจนนี่ ลัวส์  (Jenny Luo’s) โอเล่ (Ole’) บีเอชจี มาร์เก็ตเพลส (BHG Market Place) ซิตี้ซุปเปอร์มาร์เก็ต (City Supermarket) แจแปนพลาซ่า (Japan Plaza) และน้องใหม่ล่าสุดอย่างบาซาร์ (Bazaar) ของธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ กำลังผุดขึ้นและสยายปีกไปยังแหล่งชุมชนทั่วเมืองใหญ่ของจีนอย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น และอื่นๆ กันเพิ่มขึ้นทุกขณะ

ประการสำคัญ ชาวจีนและชาวต่างชาติในจีนล้วนมุ่งหน้าเข้าเลือกซื้อหาสินค้าคุณภาพจากซุปเปอร์มาร์เก็ตเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ดังนั้น ผู้ประกอบการอาหารของไทยจึงควรเร่งขยับขยายกิจการเข้าสู่ตลาดจีน หรือสร้างช่องทางในการรับรู้ทิศทางและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของรสนิยมและพฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนอย่างใกล้ชิดและรวดเร็ว

ความต้องการเป็น “ครัวของโลก” ที่ประเทศไทยใฝ่ฝันกำลังจะถูกท้าทายอีกครั้ง โดยสินค้าอาหารของจีน

 

-------------------------------------------

 

รวบรวมและเรียบเรียงโดย

ดร. ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงปักกิ่ง

1 สิงหาคม 2554

ซื้อสินค้าจีนทางอินเตอร์เน็ต ... ต้องระวัง

โพสต์30 มิ.ย. 2554, 02:53โดยWebmaster Team

เนื่องจากในระยะหลังนี้ สพต. ณ กรุงปักกิ่งได้ตรวจพบว่ามีผู้ประกอบการไทยที่ประสบปัญหาการถูกฉ้อโกงจากการซื้อสินค้าจีนเป็นจำนวนมาก อันนำไปสู่กรณีพิพาททางการค้าระหว่างกันที่สูงขึ้น โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการติดต่อค้าขายกันทางอินเตอร์เน็ต สพต. ณ กรุงปักกิ่งจึงขอเรียนผู้ประกอบการไทยให้เพิ่มความระมัดระวังในการค้าขายกับผู้ประกอบการจีน โดยมีข้อแนะนำเบื้องต้นดังนี้

* พบตัวจริงก่อนตัดสินใจ อย่าติดต่อค้าขายกันเพียงทางอินเตอร์เน็ต คู่ค้าเหล่านั้นอาจไม่ใช่ผู้ประกอบการตัวจริงเสียงจริง หรือเป็นเพียงเทรดเดอร์ที่จับเสือมือเปล่า กินหัวคิวแพง ๆ จากการติดต่อค้าขายให้ท่าน โดยไม่ยอมรับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทางที่ดีจึงควรบินเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ตั้งของโรงงานและสำนักงาน รวมทั้งพบปะหน้าค่าตาว่าที่คู่ค้าของท่านก่อน เอาผู้แทนสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศที่อยู่ในพื้นที่ไปร่วมเจรจาด้วยก็ยิ่งดี มีอะไรเกิดขึ้นจะได้ติดตามกันง่ายขึ้น

* ตรวจดูสินค้าให้มั่นใจก่อนสั่งซื้อและส่งมอบ บางรายโอนเงินไปแล้วก็ได้รับแจ้งภายหลังว่า สินค้าหมดและผลิตไม่ทัน ครั้นจะให้โอนเงินคืน ฝ่ายจีนก็ขอหักค่าจัดการและค่าธรรมเนียมจำนวนมาก เหมือนปล้นกันกลางวันแสก ๆ ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของผู้ซื้อฝ่ายไทย ขณะที่หลายกรณีมักเกิดปัญหาในช่วงส่งมอบสินค้าที่ไม่ถูกต้อง ในเชิงปริมาณและคุณภาพ อาทิ การส่งสินค้าไม่ครบจำนวนหรือขาดอุปกรณ์ในบางชิ้นส่วนบ้าง บางกรณีเกิดขึ้นเมื่อสั่งซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เวลาส่งมอบสายไฟฟ้าสั้นหรืออุปกรณ์มีคุณภาพกว่าที่กำหนดไว้ หนักไปกว่านั้น หลายรายสั่งซื้อสารเคมี แต่ได้รับสารเคมีคุณภาพต่ำหรือสินค้าผิดประเภท เช่น น้ำผสมทราย ไปเลยก็มี ครั้นจะไปฟ้องร้องดำเนินคดีหรือใช้อนุญาโตตุลาการเข้ามาไกล่เกลี่ยก็อาจไม่คุ้มค่า หรืออาจพบปัญหาใหม่ว่าในสัญญาระบุให้ใช้อนุญาโตตุลาการในอีกเมืองหนึ่ง (อาจไม่ดูสัญญาในรายละเอียดหรือไม่รู้จักเมืองเหล่านั้น) ซึ่งพอไปดำเนินการก็พบว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรับดำเนินการให้เฉพาะกรณีพิพาทที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจดทะเบียนเป็นสมาชิกในมณฑลที่รับผิดชอบเท่านั้น ทำให้

ต้องไปแจ้งความฟ้องร้องและใช้อำนาจศาลเข้าช่วย ซึ่งยืดเยื้อและวุ่นวายมากกว่าจะได้ข้อสรุป ถึงตอนนั้น คู่กรณีอาจแอบปิดกิจการและหอบเงินหนีไปอยู่เมืองอื่นตั้งนานแล้ว

* ตรวจสอบสินค้าและข้อมูลผู้รับเงินก่อนชำระเงิน การโอนเงินโดยไม่ระมัดระวังอาจนำไปสู่ปัญหาที่ติดตามมาในหลายเรื่อง เสมือนอ้อยเข้าปากช้างแล้วก็ยากจะเอาออกมา แต่เรื่องนี้ก็ดูเหมือนจะแก้ไขยากหากผู้ซื้อสินค้ามิได้กำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ของเราหรือบุคคลที่ 3 ทำหน้าที่เป็นตัวแทนตรวจสอบสินค้าก่อนส่งขึ้นเรือ (คนที่จะโกงก็ย่อมไม่ยอมให้ตรวจสอบ) เพราะไม่อย่างนั้นเมื่อสินค้าถึงปลายทางและกว่าจะเปิดตู้สินค้าและตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าได้ เงินก็โอนเข้าไปอยู่ในบัญชีของฝ่ายจีนหมดแล้ว ต้องติดตามและเจรจากันอีกหลายยกกว่าจะได้เงินคืนครบถ้วน บางรายได้เงินคืนเพียงบางส่วนหรือไม่ได้เงินคืนเลยก็มี

* แฮกเกอร์ระบาดในจีน ปัญหาดูเหมือนจะชัดเจนและรุนแรงมากขึ้นเมื่อระยะหลังนี้มีแฮกเกอร์มือดีเข้ามา “ลุย” ในตลาดจีน แฮกเกอร์เหล่านี้จะเข้ามาเจาะหาข้อมูลอีเมล์ของคุณหรือคู่ค้าของคุณ รอจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงสำคัญของการโอนชำระเงิน ก็จะสวมรอยเข้ามาโดยเปลี่ยนชื่ออีเมล์คู่ค้าทั้งสองฝ่ายเพียงเล็กน้อย (ถ้าไม่สังเกตชื่อให้ดี ก็จะไม่ทราบว่าคุณกำลังคุยอยู่กับคู่ค้าตัวจริงหรือไม่) หลังจากนั้น แฮกเกอร์เหล่านี้ก็จะแจ้งหรือขอเปลี่ยนชื่อและนามสกุล เลขบัญชีธนาคาร และอื่น ๆ ขนาดธุรกรรมการซื้อขายทางอินเตอร์เน็ตระหว่างไทยและเกาหลีใต้ ก็ยังอำต่อว่าให้โอนเงินเข้ามาที่เมืองจีนก็มี เท่าที่จับได้แฮกเกอร์เหล่านี้มีคนผิวดำทำงานกันเป็นขบวนการ และกระจายไปในหลายเมือง ดังนั้น สพต. ณ กรุงปักกิ่งขอให้ผู้ประกอบการทุกท่านโปรดระมัดระวังในการโอนเงินเข้าบัญชีที่แจ้งผ่านอีเมล์ ตรวจสอบรายละเอียดให้ดีเพื่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของท่าน

---------------------------------------------

รวบรวมและเรียบเรียงโดย

ดร. ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร

อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงปักกิ่ง

สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง

1-10 of 25